สภาผู้บริโภค ฟ้องเฟซบุ๊ก-ธนาคาร เรียก 230 ล้าน ปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มลวงปชช. ศาลนัด 3 ส.ค.

8.06.26 | 12:43 น.

สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก-ธนาคาร ปมละเมิดสิทธิปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบตนเองหลอกลวง ปชช. ด้านเลขาสภาเผยชื่นชมผู้เสียหายที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม อยากให้การฟ้องครั้งนี้เป็นบรรทัดฐานให้แพลตฟอร์มยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก สภาผู้บริโภค โดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค นำทนายความ พร้อมกับตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย เข้ายื่นฟ้องคดีแพ่ง เพื่อเอาผิดแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคาร ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค และกลุ่มธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินในฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค

น.ส.นันณภัชสรณ์ เตชะปํญญาพิพัฒน์ ทนายผู้รับผิดชอบคดีนี้ กล่าวว่า คดีที่เข้ายื่นฟ้องในวันนี้แบ่งออกเป็นบริษัทที่ถูกฟ้องร้องเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มแพลตฟอร์ม ได้แก่ บริษัท เมตา ที่เป็นเจ้าของแอพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก ไลน์ประเทศไทย บริษัท แอปเปิล ที่เป็นเจ้าของ App store และกูเกิลประเทศไทย เจ้าของ Play store ส่วนอีกกลุ่มเป็นสถาบันทางการเงิน ส่วนที่ต้องฟ้องกลุ่มบริษัทแพลตฟอร์มและสถาบันทางการเงินร่วมกัน เพราะมีการเชื่อมโยงกัน เพราะผู้เสียหายได้เข้ามาเรียนรู้การเทรดหุ้น และระบบอัลกอริทึ่มของเฟซบุ๊กจะนำโฆษณาที่เกี่ยวกับการเทรดหุ้นมาให้กลุ่มผู้เสียหายเจอ จนมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้แฝงตัวเข้ามา

น.ส.นันณภัชสรณ์กล่าวว่า หลังจากนั้นผู้เสียหายก็เข้าไปดูโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ก่อนที่ระบบจะนำไปที่ไลน์ หลังจากมีการเรียนการสอนในนั้นก็เป็นไปตามปกติ ก่อนจะให้ผู้เสียหายไปติดตั้งแอพลิเคชั่นที่อยู่ใน App store และ play store แล้วแต่ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและมีการบอกว่าจะเทรดหุ้นของบริษัทที่มีการเทรดหุ้นจริงๆ และแอบอ้างชื่อของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นที่มีตัวตนจริงๆ พอติดตั้งเข้าไปกลายเป็นว่าเป็นกระบวนการของมิจฉาชีพทั้งหมด จึงมองว่าเฟซบุ๊กปล่อยให้มีการโฆษณาหลอกลวงอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เพจเดียว เพราะหลังจากเกิดเหตุกลุ่มผู้เสียหายก็ได้เข้าไปดูและพบว่ายังมีอีกหลายเพจที่มีข้อมูลคล้ายกันแต่เปลี่ยนชื่อ และยังมีการเชื่อมโยงไปยังธนาคารต่างๆ ของผู้เสียหาย

เมื่อถามว่า เวลาผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปเป็นการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลหรือนิติบุคคล น.ส.นันณภัชสรณ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นบัญชีนิติบุคคล มีบัญชีที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่กี่บัญชี เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือว่าเงินดังกล่าวจะถูกโอนเข้าบริษัท ไม่ได้ถูกโอนเข้าไปยังส่วนบุคคล ทางมิจฉาชีพก็จะอ้างบริษัทที่มีอยู่จริงๆ จึงทำให้ผู้เสียหายเชื่อมั่นในส่วนนี้

Advertisement

เมื่อถามว่า ผู้เสียหายที่มาในวันนี้โดนในลักษณะเดียวกันหมดเลยหรือไม่ น.ส.นันณภัชสรณ์กล่าวว่า ผู้เสียหายในวันนี้ถูกหลอกด้วยพฤติการณ์เดียวกัน แต่มีการเอาชื่ออินฟูลเอนเซอร์สอนเทรดหุ้นมาแอบอ้าง และมีการทำอย่างเป็นระบบจริงๆ และคดีนี้เป็นการฟ้องที่มีการเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 230 ล้าน โดยเป็นสองกลุ่มแต่อยู่ในฟ้องเดียวกัน และปัญหาตอนนี้อยู่ตรงที่โฆษณาในเฟซบุ๊กมีการหลอกลวงเยอะและไม่มีการคัดกรอง ทางสภาผู้บริโภคก็ต้องการฟ้องเฟซบุ๊กเพื่อให้ดูแลระบบไม่ให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวหลอกลวงผู้เสียหาย

ด้าน น.ส.สารีกล่าวว่า ทราบว่าเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นคนหลอกลวงเอง แต่เป็นเจ้าของ กลับปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงจำนวนมากอยู่ในระบบหลายล้านบัญชี ยังมีการได้รายได้จากโฆษณาเหล่านั้นด้วย App store และไลน์ก็เหมือนกัน คือปล่อยให้มิจฉาชีพเหล่านี้เข้าไปหากินในนั้น และการให้โหลดแอพพ์ปลอมด้านการลวงทุน การกู้เงิน การขายสินค้าที่ไม่ได้มีการขายจริง เรามองว่าเจ้าของแพลตฟอร์มไม่มีการดำเนินมาตรการที่เพียงพอในการจัดการ ขณะนี้ถ้าเข้าไปดูก็จะยังเห็นแอพพลิเคชั่นเงินกู้ปลอม ยังมีการโฆษณาว่าไม่มีการโกงทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเวลาเข้าไปใช้ว่าจะได้รับความปลอดภัย

น.ส.สารีกล่าวว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกไม่ใช่ระดับย่อย มีผู้ใช้ในไทยมากกว่า 51 ล้านบัญชี ปีที่แล้วเราก็ทำรายได้ให้เขาเป็นอันดับที่ 10 ของโลก เรามองว่าหน้าที่แพลตฟอร์มที่ดีจะต้องจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ให้ผู้บริโภคได้ และประเมินความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซาก ในปี 2567 สภาได้ทำหนังสือถึงเมตา และเรียกค่าเสียหาย 87 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการเยียวยา จึงมองว่าทางแพลตฟอร์มต้องมีกลไกเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยต่อตัวผู้บริโภคด้วย

ตัวแทนผู้เสียหายรายหนึ่งกล่าวว่า มิจฉาชีพได้สอนการเทรดหุ้นและสอบถามเรื่อยๆ เกี่ยวกับการลงทุน จนกระทั่งได้ลองไป 1-2 ครั้ง และมีการโน้มน้าวในกลุ่มว่ามีคนได้ผลประโยชน์ โอนไปทั้งหมด 5 ครั้ง และได้เงินจริง 1 ครั้ง ส่วนการลงทุนนั้น ได้ลงทุนไปทั้งหมด 1,100,000 บาท แต่มาเอะใจจากการเห็นในข่าวของช่องหนึ่งที่ จ.หนองบัวลำภู หลังจากนั้นได้รวมกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดและดำเนินการเกี่ยวกับภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน จนกระทั่งสภาผู้บริโภครับเรื่องและเป็นตัวแทนผู้เสียหายในการต่อสู้ครั้งนี้

ส่วนผู้เสียหายอีกรายกล่าวว่า ปีที่แล้วหลังจากเกิดเรื่องตนได้ออกสื่อและเรียกร้องหลายหน่วยงาน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ มา ส่วนความเสียหายของกับการลงทุนครั้งนี้ทั้งหมด 165,000,000 บาท โดยเรียนเทรดหุ้นอยู่แล้วเป็นปกติ และเฟซบุ๊กก็ตามอัลกอริทึ่มจากที่ติดตาม พอกดเข้าไปไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาชีพซึ่งมีความน่าเชื่อถือเพราะมีแบบสอบถาม และมีบุคคลหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นเซียนเทรดหุ้น และข้ามแพลตฟอร์มที่ไลน์เข้าไปยัง Open chat มีสมาชิกกว่า 300 คน วันนั้นยังไม่คิดจะลงทุน จนกระทั่งมีวันหนึ่งได้มีการให้ติดตั้งแอพลิเคชั่นที่เป็นซอฟต์แวร์ในระบบเดียวกัน พอติดตั้งก็จะมีการโอนเงินไปที่บัญชีม้าที่เป็นนิติบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงโอนเงินเสร็จก็จะมีค่าธรรมเนียมในการถอน ผู้เสียหายหลายคนพอถึงที่สุดก็ไม่มีเงินที่จะไปต่อ ถึงขั้นว่าหมดตัว บางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิตไปแล้ว

ขณะที่ น.ส.สารีกล่าวอีกว่า ขอชื่อชมผู้เสียหายที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม แม้หลายคนจะสูญเสียเงินจำนวนมาก หรือมีหนึ่งคนที่เสียชีวิต แต่ก็เดินหน้าสู้ต่อเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง การฟ้องครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและให้แพลตฟอร์มกับธนาคารต่างๆ ยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายปัจจุบันที่ยังขาดบทลงโทษชัดเจน ส่วนคดีนี้ศาลนัดพิจารณานัดแรกในวันที่ 3 ส.ค.2569 ขอให้ติดตามเรื่องนี้กันต่อไปด้วย