Low Carbon & Carbon Neutrality โอกาสของประเทศไทยบนฐานวิจัย สวทช. สู่อนาคตยั่งยืน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “Low Carbon” และ “Carbon Neutrality” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็น “เงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก” ที่กำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ อย่างชัดเจน ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในกรอบเวลาที่ท้าทาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ในฐานะ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ได้เร่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม
“ACAMP” แพลตฟอร์มดิจิทัล ตัวช่วยอัจฉริยะด้านบัญชีคาร์บอน
แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ “สมัครใจลดคาร์บอน” ไปสู่ “ข้อบังคับทางการค้า” โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยและอาจต้องชำระต้นทุนคาร์บอน ขณะเดียวกัน ตลาดโลกให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับบริษัทที่บริหารจัดการคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ “บัญชีคาร์บอน(Carbon Accounting)” กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี
อย่างไรก็ตาม การจัดทำบัญชีคาร์บอนที่มักมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีความคลาดเคลื่อนสูง จนกลายเป็น Pain Point สำคัญของภาคธุรกิจ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค สวทช.) จึงได้พัฒนา แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารคาร์บอน(ACAMP) ขึ้นมาเป็นตัวช่วยสำคัญให้องค์กรสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แบบอัตโนมัติ โดยบูรณาการข้อมูลตั้งแต่ระดับอุปกรณ์ IoT หน้างาน เข้าสู่ระบบ Cloud Platform เพื่อวิเคราะห์ผลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุ “แหล่งปล่อยหลัก” และวางแผนลดคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับการยื่นขอการรับรองและการทวนสอบตามมาตรฐาน ACAMP จึงนับเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของภาคธุรกิจไทย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

ลดขยะ = ลดคาร์บอน กับธนาคารอาหารของประเทศไทย (Food Bank)
นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ภาคสังคมก็มีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนเช่นกัน จากปริมาณขยะอาหารที่ประเทศไทยมีปีละเกือบ 10 ล้านตัน โดยใน 4 ล้านตันเป็นอาหารที่ยังนำไปบริโภคได้ ในขณะเดียวกันไทยยังมีประชากรบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเหมาะสม ปัญหาขยะอาหารไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ยังปล่อยก๊าซมีเทนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ มูลนิธิ SOS และพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เดินหน้า “ธนาคารอาหาร(Food Bank)” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมและแจกจ่ายอาหารให้กับองค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมประเภทต่าง ๆ อาทิ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ คนไร้บ้าน ชุมชนแออัด เด็กกำพร้า และผู้มีรายได้น้อย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารและลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร
เครื่องมือสนับสนุนธนาคารอาหารของประเทศไทย(Food Bank) ของ สวทช. ได้แก่ แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค โดยไบโอเทค เป็นแนวปฏิบัติกลางที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการบริจาคอาหารส่วนเกินของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและผู้รับอาหารว่าอาหารจะมีความปลอดภัย, แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ โดยเนคเทค เป็นแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ในการจับคู่ความต้องการของผู้ให้และผู้รับ ที่สามารถแนะนำเส้นทางการบริจาค ลดภาระตัวกลางในการประสานงานและจัดเส้นทาง และแนะนำโภชนาการที่เหมาะสมให้กลุ่มผู้บริโภคได้ สุดท้ายคือ ฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารบริจาค โดยเอ็มเทค เป็นฐานข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนและคำนวณคาร์บอนเครดิต จากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก(Low Emission Support Scheme: LESS) และข้อมูลการให้การรับรองโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER)
สร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ด้วย “แพลตฟอร์ม Lookie Waste”
นอกจากการบริหารจัดการขยะอาหารเพื่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว “ข้อมูล” และ “ระบบติดตามข้อมูล” ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ภายใต้ทุนอุดหนุนวิจัยจากสำนักงบประมาณ และ United Nations Environment Programme(UNEP) พัฒนาแพลตฟอร์ม Lookie Waste สำหรับติดตามขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ภาคครัวเรือน และผู้จัดการขยะ Lookie Waste ใช้งานง่ายผ่าน Mobile Platform พร้อมเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยภาพถ่าย(Image Processing) เพื่อระบุปริมาณการเกิดและแหล่งกำเนิดขยะอาหารให้สามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการได้อย่างตรงจุด
อีกทั้ง Lookie Waste สามารถประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเกิดขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์ในหน่วยเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์(CO2-eq) คาดการณ์ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยมูลค่าอาหารที่ผู้บริโภคต้องสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น ตลอดจนสะท้อนผลกระทบด้านสังคมผ่านคุณค่าทางโภชนาการและจำนวนเด็กที่หิวโหยที่อาจได้รับอาหารจากของที่เหลือทิ้งจากการบริโภคเหล่านั้น
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของโลกที่มองว่า “Waste is Resource” และสะท้อนบทบาทของข้อมูลดิจิทัลในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ซึ่งไม่เพียงมุ่งลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ สวทช. ปูทางสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” รองรับแนวโน้มอนาคตที่การแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ “ความสามารถในการลดคาร์บอน” จะกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งวางรากฐานผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง วทน. หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

