ทนายเดชา เผยนาที ทนายตั้ม ท้วงปมหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ คดีเจ๊อ้อย ฝากผู้พิพากษาเอาไปสอนน.ศ.ด้วย

11.06.26 | 12:21 น.

‘ทนายเดชา’ เผยนาที ‘ทนายตั้ม’ ยกมือแถลงกลางห้องพิจารณา ทักท้วงผู้พิพากษาเรื่องรับฟังปมรับฟังพยานบุคคล มากกว่านิติวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ทนายความชื่อดัง เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม โดยสรุปรายละเอียดคำพิพากษาซึ่งแบ่งออกเป็นหลายส่วน เช่น ข้อหาฉ้อโกง ศาลพิพากษาลงโทษทนายตั้มในความผิด 2 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมเป็น 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็น 5 ปี โดยข้อหาฉ้อโกงที่ถูกลงโทษประกอบด้วย กรณีเงิน 71 ล้านบาท (แอพพลิเคชั่นลอตเตอรี) ศาลวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของทนายตั้มที่อ้างว่าเป็นการให้โดยเสน่หานั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากจำนวนเงินมีมูลค่าสูงมาก และข้อความในแชตไลน์ที่นำมาต่อสู้นั้นเป็นการสนทนาระหว่างทนายตั้มกับเลขาฯของโจทก์ร่วม ไม่ใช่การคุยกับนางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย โดยตรง อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการนำเงินไปลงทุนจริง

ส่วนกรณีส่วนต่างรถเบนซ์ 1.5 ล้านบาท ศาลมองว่าทนายตั้มอยู่ในฐานะบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ จึงไม่ควรปกปิดหรือโกหกเรื่องราคารถเบนซ์ที่ได้ส่วนต่างจากใบเสนอราคาจริง

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังถูกพิพากษาจำคุกอีก 2 ปี ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) จากกรณีการส่งใบเสนอราคารถเบนซ์อันเป็นเท็จให้แก่เจ๊อ้อยทางไลน์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลได้ยกฟ้อง เนื่องจากเอกสารดังกล่าวออกโดยบริษัทรถยนต์ จึงถือเป็น “เอกสารเท็จ” ไม่ใช่ “เอกสารปลอม” ตามข้อกฎหมาย

ทนายเดชายังระบุอีกว่า ศาลมีคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่การกระทำความผิดเป็นสันดาน หรือเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” เนื่องจากมีผู้เสียหายเพียงรายเดียว และเป็นการฉ้อโกงลูกความรายเดิมซ้ำ 2-3 ครั้ง ไม่ใช่การฉ้อโกงบุคคลทั่วไป ส่งผลให้ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐาน และทำให้ศาลยกฟ้องในข้อหาฟอกเงินทั้งหมด พร้อมทั้งฝากถึงกองบังคับการปราบปราบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ระมัดระวังในการตั้งข้อหาที่อาจรุนแรงเกินจริงในอนาคต

Advertisement

สำหรับข้อหาอื่นๆ เช่น กรณีเงิน 39 ล้านบาท (เฉินกวน) และกรณีการจ้างออกแบบโรงแรม ศาลสั่งยกฟ้องทั้งหมด เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าทนายตั้มมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นการสมประโยชน์กันทางธุรกิจ ในส่วนของจำเลยรายอื่นๆ รวมถึงภรรยาและพี่สาวของทนายตั้ม ศาลได้พิพากษายกฟ้องทั้งหมดเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวทันที

ทนายเดชาทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันทนายตั้มถูกคุมขังมาแล้วประมาณ 1 ปี 8 เดือน จากโทษจำคุกทั้งหมด (5 ปี 12 เดือน หรือประมาณ 6 ปี) ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ คาดว่าจะใช้หลักทรัพย์ประมาณ 6 แสนบาท หากทนายษิทราวางหลักประกัน 1 ล้านบาทก็น่าจะเพียงพอ

ทนายเดชาเปิดเผยว่า ในห้องพิจารณาคดีได้เกิดช็อตเด็ดขึ้น เมื่อทนายตั้มได้ยกมือขึ้นและขออนุญาตแถลงต่อศาลโดยตรง เพื่อทักท้วงและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการรับฟังพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยทนายตั้มได้ตั้งคำถามสำคัญต่อศาลว่า พยานบุคคลบางปากที่ศาลรับฟังจนนำมาสู่การลงโทษตนเองนั้น เป็นกลุ่มพยานที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากคดีนี้ แต่เหตุใดศาลจึงให้น้ำหนักและรับฟัง

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังตัดพ้อในประเด็นด้านหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการดูดข้อมูลโทรศัพท์มือถือของ “มาดามอ้อย” โดยเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม ศาลกลับไม่รับฟัง แต่เลือกที่จะรับฟังพยานบุคคลแทน

ทนายเดชาเผยต่อว่า ในช่วงท้ายของการแถลง ทนายตั้มยังได้กล่าวกับองค์คณะผู้พิพากษาว่า “ช่วยเอาคดีของผมเนี่ย ไปสอนนักศึกษาและไปสอนผู้พิพากษาด้วย” ทางด้านองค์คณะผู้พิพากษาได้อธิบายชี้แจงกลับว่า ศาลได้พิจารณาและให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนกรณีที่ทนายตั้มขอให้นำคดีนี้ไปเป็นกรณีศึกษา ศาลก็ตอบรับว่า “ได้ๆ เดี๋ยวรับฟัง” พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ทนายตั้มว่า หากจำเลยยังรู้สึกไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็มีสิทธิตามกระบวนการกฎหมายที่จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไปได้ภายในกำหนด 1 เดือน