ทนายสู้ต่อชั้นอุทธรณ์ โทษประหาร อาเด็ม-ยูซุฟู คดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม ปี58 ปัดมองเพลี่ยงพล้ำ

11.06.26 | 14:19 น.

ทนายชูชาติ เผยภายหลังศาลสั่งประหาร 2 อุยกูร์ ยันทำหน้าที่เต็มที่แล้ว หลังจากนี้เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ขอดูรายละเอียดคำพิพากษาอีกครั้ง ไม่ได้มองว่าเพลี่ยงพล้ำแม้ผลเป็นแบบนี้

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ภายหลังจากศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีเหตุระเบิดระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้เป็นโจทก์ฟ้อง นายอาเด็ม คาราดัค และ นายยูซูฟู หรือ ไมไรลี ยูซูฟู จากกรณีที่ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางระเบิกศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน ต่อมาศาลพิพากษาประหารชีวิตนายอาเด็มและนายยูซูฟู พร้อมปรับทั้งคู่ 1,000 บาท จากการพกอาวุธไปในที่สาธารณะ

นายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม ให้สัมภาษณ์หลังจากลงจากห้องพิจารณาว่า ภายหลังจากศาลพิพากษาประหารชีวิตทั้งคู่แล้ว จำเลยมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์อยู่แล้ว เพราะมีหลายประเด็นที่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาวินิจฉัย อย่างตัวนายอาเด็มที่ได้ต่อสู้ตอนอยู่ศาลทหารที่ถูกทำร้ายขณะถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร ตอนนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้นก็ได้ตรวจสอบ แต่ศาลก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัย อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับใบหน้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในหนังสือเดินทางไม่มีการตรวจอัตลักษณ์ของบุคคล เพราะหน้าตาค่อนข้างต่างกันอยู่แล้ว

อาเด็ม คาราดัค แล นายยูซูฟู หรือไมไรลี ยูซูฟู

เมื่อถามว่า ภายหลังจากคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยได้พูดในห้องพิจารณาว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม มองเรื่องนี้อย่างไร นายจำเริญ พนมภคากร ทนายความส่วนตัวของนายยูซูฟู กล่าวว่า มองว่านายยูซูฟูรู้สึกผิดหวังที่ศาลพิพากษาออกมาในรูปแบบนี้ แต่เราก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายอุทธรณ์ให้เจ้าตัวต่อไปในหลายประเด็นที่เรายังเห็นว่าศาลยังไม่ได้หยิบยกมา

ด้านนายชูชาติกล่าวเสริมอีกว่า ส่วนเรื่องที่นายยูซูฟูพูดภาษาไทยได้นั้นจะไปดูขัดกับคำให้การหรือไม่ ตรงส่วนนี้ต้องอธิบายว่าทางนายยูซูฟูสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ ส่วนผู้ที่มีปัญหาคือนายอาเดม ในชั้นสบสวนที่ที่จำเลยรับสารภาพ ทางเราต่อสู้ในศาลทหารว่าล่ามที่ไปเบิกความ พ.ต.อ.กฤษณะ เข้าไปในเรือนจำประมาณ 45 นาที แต่ลองเอาคำแปล 1 หน้าให้เจ้าตัวแปล ใช้เวลาแปลถึง 8 นาที กับเอกสารที่มี 20 หน้ากระดาษ ตรงส่วนนี้เราก็จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการอุทธรณ์ต่อศาลด้วย เพราะยังไม่ได้หยิบยกเนื้อหานี้เข้ามาวินิจฉัย

เมื่อถามว่า การทำร้ายร่างกายหรือการข่มขู่ในเรือนจำทหารไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย นายจำเริญกล่าวว่า ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ในเรื่องการสอบสวนจะไม่มีเข้ามาเลย จำเลยไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเรื่องถูกทำร้าย เพราะเป็นไปได้ยากที่จะต่อสู้ในตอนนั้น

Advertisement

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรบ้างที่ทำคดีนี้มา 10 กว่าปีแต่ผลออกมาในรูปแบบนี้ นายชูชาติกล่าวว่า เราทำตามหน้าที่ ผู้ตัดสินคือศาล เรามีหน้าที่นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลพิจารณาและถามค้านพยานโจทก์แต่ละปากเพื่อค้นหาความจริง ซึ่งมีหลายประเด็นที่พยานตอบว่าใบหน้าแหลม แต่พอให้การจริงๆ บอกเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งเราก็จะนำส่วนนี้ไปอุทธรณ์ด้วยเช่นกัน

นายชูชาติกล่าวอีกว่า เรื่องหลักฐานการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ นายอาเด็มบอกว่านายอับดุลเลาะ อับดุลรามาน เอามาให้วันที่ 20-21 ตอนที่เดินทางเข้ามาถึงเมืองไทย ตามพยานหลักฐานตนเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงทะเบียน ส่วนที่เขาใช้พยานวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นเรื่องข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เพราะข้อมูลบอกลงทะเบียนวันที่ 1 ส.ค.2558 ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่ายังไม่เข้ามา เราก็ต้องไปดูตรงนี้อีกครั้ง ส่วนหลังจากนี้ก็จะกลับไปดูคำพิพากษาให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

นายชูชาติกล่าวอีกว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์บางครั้งก็คลาดเคลื่อน ไม่ตรงกัน ตรงนี้ศาลวินิจฉัยตามที่พยานเบิกความมา เราไปก้าวล่วงไม่ได้ ส่วนการต่อสู้คดีในครั้งนี้ถือว่าเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ มองว่าไม่เพลี่ยงพล้ำเพราะเราทำตามหน้าที่ กระบวนการของศาลยังมีอีก ที่ผ่านมาทำอย่างละเอียดตามที่ข้อมูลที่เรามีแล้ว จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็วๆ นี้