อัจฉริยะ รอดคุก ศาลให้ประกัน คดีตบทรัพย์เซียนพระ 1.3 ล้าน ขู่ยัดคดีบุหรี่ไฟฟ้า วางเงื่อนไขห้ามยุ่งผู้เสียหาย

12.06.26 | 12:40 น.

กองปราบหิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขังศาลอาญา คดีตบทรัพย์เซียนพระดังชลบุรี รวม 1.3 ล้าน-ข่มขู่ยัดคดีบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนได้ประกัน 4 แสน พร้อมเงื่อนไขห้ามยุ่งกับผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม นำตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอายุ 58 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันกรรโชก มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาเป็นเวลา 12 วัน

คำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2568 นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาตามคำร้อง ได้นัดหมายพูดคุยกับ นาย พ. ผู้เสียหายซึ่งเป็นเซียนพระชื่อดัง จากนั้นนายอัจจริยะได้กล่าวใส่ความผู้เสียหายต่อหน้าว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ชลบุรี พร้อมทั้งได้บอกเล่าว่าว่านายอัจฉริยะเพิ่งนำเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษค้นตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ภายในตู้มีสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก และสายข่าวของนายอัจฉริยะแจ้งว่ายังมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังไม่ได้เปิดตู้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งภายในมีบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายเป็นของผู้เสียหายด้วย

เมื่อผู้เสียหายได้ยินดังนั้น ทำให้เกิดความกลัวว่าจะถูกยัดเยียดข้อหาให้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว หรือกลัวว่าจะถูกนายอัจฉริยะนำเรืองดังกล่าวไปแถลงข่าวออกสื่อมวลชนว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ย่อมจะสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ผู้เสียหายจึงบอกไปว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และถามนายอัจฉริยะไปว่าการใส่ร้ายตนแบบนี้จะเอายังไงกับตน นายอัจฉริยะจึงถามว่าแล้วผู้เสียหายจะเอายังไง

จากนั้นบอกว่าตนทำชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอยู่ มีค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจได้ว่าต้องการเรียกเงินเป็นค่าใช้จ่าย ผู้เสียหายจึงถามไปว่าจะเอาเงินเท่าใด นายอัจฉริยะตอบว่าแล้วแต่จะให้ ผู้เสียหายจึงบอกไปว่าจะให้เดือนละ 1 แสนบาท ซึ่งนายอัจฉริยะก็ตกลง ผู้เสียหายจึงนำเงินสดที่มีติดตัวไป 1 แสนบาท ส่งมอบให้นายอัจฉริยะในทันที ส่วนเดือนต่อๆ ไป นายอัจฉริยะแจ้งว่าให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ น.ส.เพ็ญลดา

จากนั้นในทุกๆ เดือนนายอัจฉริยะจะส่งคลิปข่าวการแถลง ข่าวไลฟ์แฉเรื่องราวต่างๆ ของตนมาให้ผู้เสียหายโดยตลอด เพื่อย้ำเตือนขู่เข็ญ ทำให้ให้ในทุกวันที่ 7-10 ของเดือน ผู้เสียหายต้องยินยอมโอนเงินจำนวน 1 แสนบาทให้นายอัจฉริยะผ่านบัญชีเงินฝากของ น.ส.เพ็ญลดามาโดยตลอดอีก 12 เดือน

Advertisement

จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า เมื่อบัญชี น.ส.เพ็ญลดาได้รับโอนเงินจากผู้เสียหายแล้วนั้น จะทำหน้าที่เบิกถอนเป็นเงินสดออกจากบัญชี หรือโอนเงินต่อ เพื่อฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ น.ส.ภัคกัญญภา ก่อนรวบรวมเงินและโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมของนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหา

การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหาจึงมีลักษณะกลุ่มขบวนการที่แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อขู่เข็ญรับโอนเงิน และบริหารจัดการเงินได้ โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 1.3 ล้านบาท เหตุเกิดที่โรงแรมชื่อดังในพัทยา ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และบริษัทแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2568-10 มี.ค.2569 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชก เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง เกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี ผู้ต้องหายังมีการกระทำความผิดในลักษณะเตียวกันกับผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก ประกอบกับผู้ต้องหาตามคำร้องถูกฝากขังในการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาคดีของศาล

โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว หากแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องผู้ต้องหา จึงมาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก

ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มีผู้ติดตามจำนวนมาก คดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน

จากการสืบสวมสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้ต่อผู้เสียหายอื่นมาก่อนแล้ว โดยในคดีก่อนนั้น พนักงานสอบสวนเคยนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังต่อศาลอาญา และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วควาว ซึ่งต่อมาพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยมีการโทรศัพท์ไปข่มขู่ พ.ต.อ.พิทักษ์ วาฤทธิ์ พยานในคดีและผู้กล่าวหาในคดีนี้

และต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์สอบสวนคดีนี้ อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันกับคดีก่อน และพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ติดต่อ หรือออกหมายเรียกไปยังพยานบุคคลใดเพื่อมาให้ปากคำในคดี กลับพบข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาได้มีการติดต่อพูดคุยกับพยานรายดังกล่าวโดยนำ
ข้อเท็จจริงมาไลฟ์ผ่านยูทูบส่วนตัวชื่อ “โคนันเมืองไทย” เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2569 กล่าวหาว่าพนักงานสืบสวนสอบสวนไปกดดันพยาน ซึ่งเป็นเพื่อนชาวต่างชาติของผู้ต้องหา และยังกล่าวอีกว่าตนมีเซฟเฮ้าส์หลายแห่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีทางพบสิ่งของที่ต้องการตรวจค้นอย่างแน่นอน

และเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 ผู้ต้องหายังนำภาพหรือสำเนาหมายเรียกพยานบุคคลในคดีมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่บริเวณด้านหน้ากองบังคับการปราบปราบปราม โดยกล่าวอ้างต่อสื่อมวลชนให้เข้าใจว่าตนถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาได้มีการติดต่อพูดคุยกับพยานในคดีที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปจริง จนได้ภาพหรือสำเนาหมายเรียกพยานมา ทั้งผู้ต้องหายังมีการติดต่อนัดแนะกับพยานที่ได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน เพื่อตระเตรียมคำให้การของพยานอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐาน และการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ทำให้พยานยังเกิดความเกรงกลัวหรือไม่กล้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งจากการสืบสวนสอบสวนขณะนี้พบว่าผู้ต้องหายังมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้ต่อผู้เสียหายรายอื่นอีก ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายในขั้นตอนอื่นๆ ต่อไป

หากผู้ต้องหาตามคำร้องขอฝากขังได้รับการปล่อยตัวตัวคราว ย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จะเกิดการแทรกแซงพยานบุคลต่างๆ เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบและเกรงว่าผู้ต้องหาไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ ในส่วนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน โดยมีวงเงินประกัน 400,000 บาท ยึดหลักประกัน ทำสัญญาประกัน ให้ตรวจดูหลักประกันว่าสัญญาประกันสิ้นสุด พร้อมออกเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหากระทำการใดอันเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือห้ามกระทำการใดอันมีลักษณะ ไปข่มขู่ยุ่งเหยิงกับผู้เสียหาย หรือพยานในคดีทั้งหมดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว