ทลายคอกม้ารังมังกร ภาค 3 รวบระดับสั่งการ เจอตร.แล้วช็อก หามส่ง ICU แฉใช้ 20 ตรายางนิติบุคคลบังหน้า

19.06.26 | 15:36 น.

ทลายคอกม้ารังมังกร ภาค 3 รวบระดับสั่งการ ช็อกจนต้องหามส่ง ICU แฉใช้ 20 ตรายางบริษัทนิติบุคคลบังหน้า

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร” ลุยทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ รวบบอสใหญ่ฝั่งไทย และล่ามข้ามชาติ พร้อมยึดตรายางม้านิติบุคคลกว่า 20 บริษัท

พล.ต.ต.พรศักดิ์ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องจากภาค 1 (ทลายปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า เมื่อเดือนมกราคม 2569) ที่มีการจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า 9 ราย สร้างความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท นำไปสู่การขยายผล ภาค 2 (ทลายขบวนการฟอกเงิน-ฟอกคน เมื่อเดือนมีนาคม 2569) บุกค้นเซฟเฮ้าส์คอนโดหรูย่านห้วยขวาง จับกุมผู้ต้องหาเพิ่ม 8 ราย พบรูปแบบการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อทองคำ และใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าเพื่อ “ฟอกคน” ข้ามชาติ โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน กระทั่งเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนเชิงลึกจนสามารถถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินฝั่งประเทศไทยได้สำเร็จ โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญรวม 10 ราย ทั้งชาวไทย ชาวจีน และชาวกัมพูชา ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือการบุกรวบตัวการใหญ่ ระดับสั่งการฝั่งไทยได้ที่โรงแรมหรูย่านหลังสวน กรุงเทพฯ

พ.ต.อ.ภคพลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมนายกฤตพัฒน์ หรือเฟรม อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการหลักระดับสั่งการในไทย ควบคุมและสร้างคอกม้า รวมถึงบริหารจัดการการฟอกเงิน โดยรับคำสั่งตรงจากบอสจีน พฤติกรรมของนายกฤตพัฒน์ถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนีที่รัดกุม ใช้เซฟเฮ้าส์และห้องพักตามโรงแรมหรูไปเรื่อยๆ ไม่ยอมออกจากห้องพัก สั่งห้ามแม่บ้านโรงแรมเข้าทำความสะอาดเด็ดขาด และใช้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทนทั้งหมด รวมถึงใช้ซิมโทรศัพท์กว่า 10 หมายเลขที่เป็นชื่อผู้อื่น เปลี่ยนหมายเลขไปเรื่อยๆ และสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นให้ไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ดี ชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบว่านายกฤตพัฒน์พักอาศัยร่วมกับนายสิทธิ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นนอมินีคนสำคัญ ทั้ง 2 กบดานอยู่ที่โรงแรมหรูย่านหลังสวน ชุดสืบสวนจึงไปดักซุ่มจนพบนายสิทธินั่งโดยสารรถจักรยานยนต์ออกไปทำธุรกรรม จึงดักรอจนกลับเข้าห้องพักอีกครั้ง จากนั้นนำกำลังบุกเข้าจับกุม

Advertisement

ทันทีที่เจ้าหน้าที่แสดงตัว นายกฤตพัฒน์เกิดอาการตกใจสุดขีดจนช็อกหมดสติล้มลง เจ้าหน้าที่ต้องทำการปฐมพยาบาลและประสานรถโรงพยาบาลฉุกเฉินนำตัวส่งรักษาที่ห้อง ICU 3 วัน จนกระทั่งแพทย์ระบุว่าพ้นขีดอันตราย จึงคุมตัวส่งดำเนินคดี แถมจากการตรวจค้นในห้องพักพบยาบ้ากว่า 70 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ติดตามจับกุมนายพลธวัฒน์ หรืออาเซน อายุ 33 ปี (ผู้ต้องหาที่ 3) ทำหน้าที่เป็น “ล่าม” คอยรับคำสั่งภาษาจีนจากบอสใหญ่ฝั่งกัมพูชา นำมาแปลถ่ายทอดคำสั่งให้นายเฟรม โดยจับกุมได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี และต่อมาได้จับกุม น.ส.ณัฐพร อายุ 24 ปี (ผู้ต้องหาที่ 4) แฟนสาวของนายพลธวัฒน์ ซึ่งทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า จับกุมได้ที่ จ.สมุทรปราการ

จากการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหารายต่างๆ เจ้าหน้าที่พบตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 20 บริษัท ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายของนายกฤตพัฒน์ เพื่อใช้เป็น “ม้านิติบุคคล” และเป็นช่องทางในการนำเงินมาฟอกผ่านบัญชีบริษัท นอกจากนี้ ยังพบการนำเงินที่หลอกลวงผู้เสียหายไปโอนเข้า แพลตฟอร์มการลงทุน เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินก่อนกระจายเข้าบัญชีม้าแถวถัดไป นำไปสู่การสืบสวนดำเนินคดีกับกลุ่มบัญชีม้าอีก 28 ราย และ 3 นิติบุคคล

สำหรับผู้ต้องหารายสำคัญที่อยู่ระหว่างหลบหนีการติดตามตัวในฝั่งประเทศกัมพูชาอีก 3 ราย ประกอบด้วย อาเทา (ชายชาวจีน) บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ทำหน้าที่รับฟอกเงินดำให้แก๊งสแกมเมอร์, เหลาลง (ชายชาวจีน) ผู้คุมทีมม้ากดเงินสดและจัดหาทองคำแท่ง และเปรียว (เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา) ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่อยู่ฝั่งกัมพูชา

พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 ที่ถูกจับได้ในปฏิบัติการครั้งนี้ และอยู่ระหว่างการติดตามตัวอีก 4 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาหนักร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ดำเนินคดีข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร