เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายธนกฤต แกมไทย ผู้ใหญ่บ้านดงเกตุ หมู่ 9 ต.กุยเหนือ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ บิดา น.ส.ทิพย์สลาลี หรือครูกิ๊ฟ และนายสราวุธ แกมไทย พร้อมด้วย นางกฤษณา เล็กน้อง มารดาของ นายราเชนทร์ หรือป๊อบ ปราชญ์เปรื่อง ที่ถูก นายสมชาย เย็นใจ เจ้าของแพกุ้งโชคศิริชัย ยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่2มกราคม ที่ผ่านมา พื้นที่สภ.กุยบุรี จ.ประจวบฯได้เดินทางร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังผ่านไปกว่าครึ่งปีคดีไม่คืบหน้า และครอบครัวยังถูกข่มขู่อย่างต่อเนื่อง
นายธนกฤต กล่าวว่า ตนและครอบครัวผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมดได้เดินทางมาร้องเรียนกับ พล.ต.อ. ศรีวราห์ เพื่อขอความเป็นธรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากหลังจากลูกสาว และลูกชาย เสียชีวิตไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ขณะนี้คดีดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าตำรวจยังไม่ทราบข้อมูลว่าขณะนี้ นายสมชาย ลบหนีไปอยู่ที่ใด โดยก่อนหน้านี้ตนเคยร้องเรียนไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นผู้ว่าราชการจึงได้สั่งการให้ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้าย ส่งจดหมายร้องเรียนไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับแจ้งว่าได้ประสานให้ ตำรวจภูธรภาค 7 เร่งดำเนินการ แต่การติดตามตัวคนร้ายก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่ หรือทราบแบะแสเกี่ยวกับคดี ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาตนได้สอบถามความคืบหน้าไปอีกครั้งแต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าทราบเพียงว่าคนร้ายหลบหนีอยู่ในพื้นที่บางบอน แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากคนร้ายอยู่ไม่เป็นที่
นายธนกฤต กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาครอบครัวยังถูกครอบครัวของคนร้ายซึ่งเป็นคนที่มีเงินและอิทธิพลในพื้นที่ข่มขู่อย่างต่อเนื่อง ว่าหากไม่หยุดจะยิงทั้งครอบครัว ตนเองจึงไม่สบายใจและตัดสินใจเดินทางมาร้องเรียนวันนี้
ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว พร้อมมอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค7และกองปราบปรามร่วมกันเร่งจับกุมตัวนายสมชายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ไม่มีการอนุมัติออกหมายจับนายสุกฤษฎ์ ที่ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันว่า อยู่ในเหตุการณ์และร่วมกันกระทำความผิดด้วยนั้นมอบหมายให้ทางตำรวจภูธรภาค7ตรวจสอบอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่ทางครอบครัวยังยืนยันอีกว่า นายสมชายเป็นผู้มีอิทธิพล รู้จักกับนักการเมืองในพื้นที่ ร่ำรวย รวมถึงเป็นคณะกรรมการตรวจสอบและ ติดตามการบริหารงานตำรวจระดับโรงพัก พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุว่า หากเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล ตนจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบทันที อีกทั้งยังตรวจสอบบุคคลที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาว่าเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่

