ผบ.ตร.รับลูกรบ. แถลงกวาดล้างคนทำผิด บิ๊กราญลั่นล้างบางนอมินี 4 จว.ใต้ 3 เฟส ยึดคืน 130 ไร่ กว่า 1.6 พันล.

22.06.26 | 14:32 น.

‘ผบ.ตร.’ เร่งขานรับนโยบายรัฐ แจง ‘ศูนย์ปราบอาชญากรรมออนไลน์-ปราบคนร้ายข้ามชาติ’ ลุยกวาดล้างผู้กระทำผิด ด้าน ‘สำราญ’ ลั่นล้างบางนอมินีต่างชาติ 4 จว.ใต้ 3 เฟส ยึดคืนที่กว่า 130 ไร่-ดำเนินคดีนอมินี 107 คดี ส่ง ยธ.-สภาวิชาชีพบัญชี ฟัน ‘บ.ทนาย-บัญชี’ ร่วมมือทำผิด

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนและปฏิบัติการ โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการ 2 ด้าน คือตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) มี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปอส.ตร. และได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 ทำงานแบบเรียลไทม์ ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งกระทรวงมหาดไทย สถาบันการเงิน กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และนำข้อมูลมาติดตามขยายผล

ในหลายคดีสามารถจับกุมดำเนินคดีได้เป็นที่ประจักษ์ โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทองมาจากหลายวิธี ทั้งหลอกซื้อ คอลเซ็นเตอร์ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจครัวเรือน ประชาชนเสียเงินทองที่สะสมจนหมดตัว ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ตร.จึงเดินหน้าปราบปราม โดยกำหนดวิธีการปราบปรามภายใต้กฎหมาย เพื่อมุ่งตัดวงจรเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ

ตลอดระยะเวลาศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง และกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดจนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อายัดทรัพย์สินเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เฝ้าระวังและยับยั้งไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ

นอกจากนั้น ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) มี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปชก.ตร. เพื่อปราบปราบอาชญากรรมเรื่องการสวมสิทธิ จัดตั้งบริษัทโดยผิดกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำการขับเคลื่อนและเก็บข้อมูลเพื่อดำเนินคดี ซึ่งเปิดปฏิบัติการไปแล้วที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต ทั้ง 2 ศูนย์ได้มีการประสานกับหน่วยงานภายนอกประเทศ และที่ผ่านมาเร่งปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการปฏิบัติการที่เกาะพะงัน 3 ครั้ง ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

Advertisement

ผบ.ตร.กล่าวว่าเราเน้นรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยและของประเทศ ควบคู่ไปกับผลักดันและสนับสนุนท่องเที่ยว และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากเข้ามากระทำผิดจะใช้กฎหมายเป็นตัวหลักดำเนินการ ทั้งการถือครองที่ดิน การเปิดบริษัทที่ไม่ถูกต้องและใช้คนไทยเป็นนอมินี ร่วมกับฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน เร่งระดมกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันต่อเนื่อง และสามารถยึดคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินได้เป็นจำนวนมาก

ด้าน พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า การกระทำผิดเรื่องของนอมินีไม่ได้เกิดจากชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่มีการร่วมกับบริษัทกฎหมาย โดยใช้พนักงานบางรายจดทะเบียนกว่า 100 บริษัท และบริษัทบัญชีที่ร่วมกระทำผิด โดยพบกระทำผิดใน 2 รูปแบบ คือจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทและการถือครองที่ดิน ในอัตราส่วนที่ชาวต่างชาติเยอะกว่าคนไทย ซึ่งการเปิดปฏิบัติการล้างบางนอนินีต่างด้าวทั้ง 3 เฟส เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,670 ล้านบาท โดยปฏิบัติการเฟส 1-2 เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สำรวจบริษัทนิติบุคคลบน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 2,381 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 243 บริษัท ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จำนวน 105 คดี อยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี ส่วนสำนักงานกฎหมายที่กระทำผิด จะรวบรวมข้อมูลส่งให้กระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการตามมรรยาททนายความ ส่วนสำนักงานบัญชี 4 บริษัท จะดำเนินการส่งให้สภาวิชาชีพนักบัญชีดำเนินการตามมรรยาทนักบัญชี เพราะถือเป็นต้นน้ำแนะนำสิ่งที่ผิดให้ชาวต่างชาติ

พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดำเนินการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ฝั่งอันดามัน 3 จ.คือ จ.ภูเก็ต พังงา และจ.กระบี่ โดยสำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.ภูเก็ต 31,970 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 11,773 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 632 บริษัท, จ.พังงา สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.พังงา 1,685 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 346 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 174 บริษัท และ จ.กระบี่ สำรวจพบบริษัทนิติบุคคล 3,587 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 749 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 401 บริษัท ภาพรวม 4 จังหวัดพบบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีรวมกว่า 1,450 บริษัท

จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 ราย ชาวไทย 29 ราย ชาวต่างชาติ 67 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 ราย 73 หมายจับ คนไทย 24 ราย 25 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติ 41 ราย 48 หมายจับ ได้แก่ สัญชาติอิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฯลฯ

พล.ต.อ.สำราญกล่าวด้วยว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการตัดวงจรนอมินีข้ามชาติคือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ คือ จ.สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยในกรณีบริษัท หรือที่ดินแปลงใดส่อเข้าข่ายมีนอมินี ตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ทั้งนี้ ตร.จะดำเนินการในทุกจังหวัดและทุกสัญชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไม่เฉพาะแค่ 4 จังหวัดภาคใต้