เจาะอินไซด์ 2 เดือน ตร.ปราบ นอมินี ต่างชาติ 4 จว.ใต้ พบ ‘อิสราเอล’ แฝงตัวเยอะสุด 2 เดือนยึดคืน 50 ไร่ กว่า 1,000 ล้าน
ปราบนอมินี – เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อ กวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการแย่งอาชีพคนไทย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ในห้วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน จำนวน 4 จังหวัดคือ สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, พังงา และ กระบี่ มีเป้าหมายตรวจค้นที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,671 ล้านบาท
ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 คน แบ่งเป็นชาวไทย 29 คน ชาวต่างชาติ 67 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 คน 73 หมายจับ แบ่งเป็นคนไทย 24 คน 25 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติ 41 คน 48 หมายจับ ทั้งนี้ ชาวต่างชาติ ประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล 15 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, รัสเซีย 4 คน ,โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 2 คน, อังกฤษ 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 2 คน, ยูเครน 2 คน ,สโลวัก 1 คน, ออสเตรเลีย 1 คน, ฟิลิปปินส์ 1 คน ,ตุรกี 1 คน
โดยมีรายละเอียดการปฏิบัติในแต่ละเฟส มีดังนี้
ปฏิบัติการ เฟส 1 (13 พ.ค.69) , เฟส 2 (23 พ.ค.69) มีการดำเนินคดีกับบริษัทฯ ซึ่งต้องสงสัยเป็นธุรกิจ นอมินี ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จว.สุราษฎร์ธานี จำนวน 105 คดี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 22 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี ผู้ต้องหา 14 คน ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้


ปฏิบัติการในเฟสที่ 3 (20 มิ.ย.69) ฝั่งอันดามัน พื้นที่ จว.ภูเก็ต, พังงา และกระบี่ แยกผลการปฎิบัติตามจังหวัดได้ดังนี้ จังหวัดภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งประเภทความผิด เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน / หมายจับ 13 หมายจับ สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 10 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 9 คน (อิสราเอล 5 คน,ฝรั่งเศส 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 1 คน, รัสเซีย 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามบริษัท
รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท
สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดภูเก็ต คือการตรวจค้นจับกุม กลุ่มเครือข่ายบริษัท จีแมทฯ ได้แก่
1.บริษัท จีแมท ฯ ประกอบธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์
2.บริษัท อาบาฯ ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา
3.บริษัท ฟิตเนส ฯ ประกอบธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย
จังหวัดพังงา ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 13 ไร่ 0 งาน 35 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 6 หมาย เป็นผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน (อังกฤษ 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตาฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท
รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 55.4 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 323 ล้านบาท
สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดพังงา คือการตรวจค้นจับกุม โรงแรม ซาวา บีชฯ จากการตรวจสอบพบวิลล่าเปิดให้บริการ 7 หลัง มีพนักงานให้คอยบริการ และเก็บค่าที่พักหรือค่าตอบแทนเป็นรายวัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเปิดให้บริการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุม นายแอนดรูว์ฯ สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท
จากการสืบสวนพบว่ามีคนไทยมีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทและถือหุ้นในหลายบริษัทในลักษณะถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) และมีบัตรประกันสังคม จึงมีลักษณะเป็นลูกจ้าง หรือ พนักงานบริษัท ซึ่งไม่มีทางที่จะมีเงินไปลงทุน หรือถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ได้เลย และยังพบว่าคนไทยดังกล่าว เป็นกลุ่มพนักงานหรือญาติพี่น้องของกรรมการบริษัท ที่ช่วยเหลือในการใช้สิทธิของคนไทยในการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

จังหวัดกระบี่ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี จำนวน 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 14 หมายค้น สามารถจับกุมตามหมายจับได้ 32 หมายเป็นผู้ต้องหาชาวไทย 22 คน ชาวต่างชาติ 9 คน (อิสราเอล 4 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 1 คน)
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท ศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินในนามของบริษัท
รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 25 แปลง เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 38 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 499 ล้านบาท
สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการใน จังหวัดกระบี่ จำนวน 3 คดี ดังนี้
1.ขบวนการจัดตั้งบริษัทนอมินีอย่างเป็นระบบพบพฤติการณ์ใช้สำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชี เป็นต้นทางในการจดทะเบียนบริษัท จัดหาผู้ถือหุ้นชาวไทยอำพรางโครงสร้างการถือหุ้น เปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้ถือหุ้นภายหลัง เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถควบคุมกิจการ ขอวีซ่าธุรกิจ ขอใบอนุญาตทำงาน และซื้อถือครองที่ดินในนามบริษัทได้ มีการดำเนินคดีกับผู้ให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งบริษัทนอมินีจำนวน 7 บริษัท และมีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ คนต่างชาติ จำคุก 2 ปี ปรับ 240,000 บาท รับสารภาพเหลือ จำคุก 1 ปี ปรับ 120,000 บาท ส่วนคนไทย จำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท และให้อบรมกฎหมายการประกอบธุรกิจ
2.ขบวนการนอมินีธุรกิจนำเที่ยวและบันเทิง พบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายและบัญชีในการจัดทำเอกสารเท็จ รวมถึงการนำลายมือชื่อของผู้เสียชีวิตมาใช้ในเอกสารราชการและเอกสารจดทะเบียนบริษัท เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเอกสาร คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
3.รีสอร์ตเปลือยกายและนอมินีอำพรางธุรกิจต่างด้าว กระทบภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวตรวจพบการประกอบธุรกิจที่พักและโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงพบว่าคนต่างด้าวมีบทบาทสำคัญในการบริหารกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตทำงาน จากการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นพบข้อพิรุธหลายประการ ส่อให้เห็นถึงการใช้นอมินีถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินคดีและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม
โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดำเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในรูปแบบใด กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็นหลายบัญชีโดยในส่วนที่สำคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจการลงทุนที่ดีต่อประเทศ
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


