ชาญวิทย์ ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก ‘ผู้นำ’ แบบ ‘อ.ปรีดี‘ มีหัวสมัยใหม่ เป็นสุภาพบุรุษ ชี้ทุกวันนี้ เละตุ้มเป๊ะ – ไม่แน่ใจ ‘สังคมไทยจะประนีประนอมได้จริง?’ – ยกเคส ‘สงวน ตุลารักษ์’ บุคคลสำคัญคณะราษฎร ถูกบิดความจริงผลิตซ้ำ – ย้ำ อภิวัฒน์สยาม ยุคนั้นมีวิทยุ ปชช.แห่ยินดี
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) เลขที่ 65/1 ถนนสุขุมวิท 55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสเปิดที่ทำการแห่งใหม่ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน ‘LIVING DEMOCRACY: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์’ ระหว่างวันที่ 22 – 24 มิถุนายนนี้
โดยเวลา 11.20 น. มีพิธีเปิดผ้าคลุมรูปปั้น รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ โดย น.ส.สุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และ นางดุษฎี พนมยงค์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ร่วมกดสวิตซ์ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายแวดวงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง ทั้งปัญญาชน นักวิชาการ นักการเมือง ภาคประชาสังคม ตลอดจนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมวางดอกไม้เพื่อแสดงความคารวะ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแจกหนังสือ ‘ปรีดี-พุทธทาส เทอดรัฐธรรมนูญ’ และ ‘Living Democracy ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ (PRIDI Democracy and Peace Hub) : ร่วมเปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญา‘ เนื้อหาสะท้อนเจตจำนงของการเปิดอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดีฯ ในครั้งนี้ คือการเปิดบทใหม่ของพื้นที่สาธารณะทางปัญญา ที่ตั้งอยู่บนปณิธานเดิม ’เพื่อชาติและราษฎรไทย‘ และพร้อมทำงานกับสังคมร่วมสมัยอย่างมีหลักการ รวมถึงภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ My Turbulent Life and 21 Years of Exile in the People’s Republic of China โดย ศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ หัวหน้าศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านความเชื่อมโยง อดีตคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์
บรรยากาศเวลา 15.20 น. เข้าสู่การเสวนาในหัวข้อ ‘อดีต – ปัจจุบัน – อนาคต : หมุดหมายสันติธรรมแห่งใหม่’ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษามูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, นายสันติสุข โสภณสิริ กรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์, รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ และ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เมื่อถามว่า หากมองสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่แตกแยกทางความคิด แนวคิด ‘สันติธรรม’ ของ ปรีดี พนมยงค์ จะยังคงมีความหมายได้อย่างไร ?
ในตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า เป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่ตนได้เห็นสถาบันปรีดี มีผลงานมาโดยตลอด ส่วนตัวมองว่า ท่านอาจารย์ปรีดี ขึ้นมามีบทบาทอย่างยิ่งเพราะเป็น ‘มันสมองของการปฏิวัติ’ การอภิวัฒน์ หรือจะเรียกอย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ ในการศึกษาเรายังต้องดูอีกหลายในกลุ่มคณะราษฎรร่วมด้วย ซึ่งมี 102 คน แต่ไม่มีผู้หญิง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
“เมื่อมีผู้ศึกษาลึกลงไป ก็พบว่าหลังบ้านคณะราษฎรมีใครบ้าง โดยเมื่อดูจดหมายของท่านปรีดี เมื่อ 3 กรกฎาคม 2475 จดหมายนั้น ท่านเขียนถึงภรรยา ‘ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์’ ด้วยความให้เกียรติ ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง รวมถึงยังเดินคู่กัน ไม่ได้เดินตามหลัง”
“ผู้ก่อการ 2475 ผมว่าเขามาด้วยความคิดใหม่ ในแง่สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี แม้ในเวลานั้นยังไม่มีเรื่องความหลากหลายทางเพศก็ตาม ซึ่งเป็นจุดเด่นอย่างมากของคณะราษฎร
“แต่ปัจจุบันนั้น ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น คนที่เป็นผู้นำระดับประเทศ ทั้งนักการเมืองข้าราชการ สถาบัน องค์กรต่างๆ ผมใช้คำว่า ’มันเละตุ้มเป๊ะ‘ เหมือนกับผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่า สังคมไทยจะมีการประนีประนอมได้จริงหรือเปล่า”
“เอาเข้าจริงแล้วประเด็นใหญ่คือ 2475 มีการถกเถียงกันว่า ’คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม‘ หรือไม่?
ในแง่วงวิชาการ เราสรุปจบไปแล้วว่า ความจริงเป็นเรื่องของ ‘กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้’
“เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว ประชาชนในธนบุรี เมืองใหญ่ๆ ต้อนรับ ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือไม่? ผมตอบว่า ‘ใช่’ หนังสือที่กำลังออกมาหลายเล่ม โดยเฉพาะที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน จะบอกว่าเหตุการณ์นี้ได้รับการต้อนรับ” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์เผย
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า มีเรื่องที่ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีก คือกรณีคุณ ‘สงวน ตุลารักษ์’ บุคคลสำคัญในคณะราษฎร ที่ถูกหยิบยกไปเป็นตัวอย่างว่า ได้เดินทางไปที่ ร.ร.สวนกุหลาบ แล้วข่มขู่นักเรียนและอาจารย์ในโรงเรียน
แต่ปรากฏว่าคุณสงวนไม่ได้เดินทางไปโรงเรียนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่ไปโรงเรียนในวันที่ 30 (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 6 วัน) เพื่อไปชักชวนนักเรียนและครู ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ตนจะไม่แน่ใจว่าไปครบจตุรทิศ (โรงเรียนในย่านพระนคร) หรือไม่ เป็นเกร็ดที่ตนเก็บเกี่ยวมา
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ ยังยืนยันอีกด้วยว่า ในช่วงอภิวัฒน์สยาม ประเทศไทยมีวิทยุกระจายเสียงใช้งานแล้ว ดังนั้นประชาชนทั้งที่ภาคเหนือ อีสาน หรือภาคใด ก็สามารถรับรู้สถานการณ์จากข่าว ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475


