หน้าแรก ในประเทศ อนุสรณ์ น้ำตา...

อนุสรณ์ น้ำตาคลอพูดถึงเมียนมา- ย้ำ ความเป็นธรรมไม่เกิด ถ้า ‘อำนาจ’ ยังอยู่เหนือกฎหมาย

22.06.26 | 20:42 น.

อนุสรณ์ ติดใจ ประเทศไทยมีนิติรัฐ? เชื่อความเป็นธรรมไม่เกิด เพราะประเทศปกครองด้วย ‘อำนาจ‘ กลั้นน้ำตาไม่ไหว ’สงสารคนเมียนมา’ ถูกกดขี่ คนเป็นล้านต้องหนีสงครามเพราะเผด็จการ – เดินหน้าภารกิจเปลี่ยนสังคม ‘เปลี่ยนความคิดส่วนใหญ่’

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) เลขที่ 65/1 ถนนสุขุมวิท 55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสเปิดที่ทำการแห่งใหม่ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน ‘LIVING DEMOCRACY: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์’ ระหว่างวันที่ 22 – 24 มิถุนายนนี้

โดยเวลา 11.20 น. มีพิธีเปิดผ้าคลุมรูปปั้น รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ โดย น.ส.สุดา พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และ นางดุษฎี พนมยงค์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ร่วมกดสวิตซ์ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายแวดวงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง ทั้งปัญญาชน นักวิชาการ นักการเมือง ภาคประชาสังคม ตลอดจนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมวางดอกไม้เพื่อแสดงความคารวะ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแจกหนังสือ ‘ปรีดี-พุทธทาส เทอดรัฐธรรมนูญ’ และ ‘Living Democracy ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ (PRIDI Democracy and Peace Hub) : ร่วมเปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญา‘ เนื้อหาสะท้อนเจตจำนงของการเปิดอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดีฯ ในครั้งนี้ คือการเปิดบทใหม่ของพื้นที่สาธารณะทางปัญญา ที่ตั้งอยู่บนปณิธานเดิม ’เพื่อชาติและราษฎรไทย‘ และพร้อมทำงานกับสังคมร่วมสมัยอย่างมีหลักการ รวมถึงภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ My Turbulent Life and 21 Years of Exile in the People’s Republic of China โดย ศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ หัวหน้าศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านความเชื่อมโยง อดีตคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์

Advertisement

บรรยากาศเวลา 15.20 น. เข้าสู่การเสวนาในหัวข้อ ‘อดีต – ปัจจุบัน – อนาคต : หมุดหมายสันติธรรมแห่งใหม่’ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษามูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, นายสันติสุข โสภณสิริ กรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์, รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ และ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า สายธารความพยายามที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นนั้น เป็นสายธารที่ยาวนานและเป็นการเดินทางไกล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินทางเรามี ‘ผู้นำ’ แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว หรือในอีก 100-200 ปีข้างหน้าคนรุ่นหลังอาจจะลืมไปบ้าง ถ้าไม่มีการสืบทอด แต่ ‘ผลของการกระทำยังอยู่’ ผลของการทำให้สังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้นนั้นยังคงอยู่ คือการที่เราหลุดพ้นจาก ‘การยึดติดตัวบุคคล’

“ถ้าอาจารย์ปรีดีอยู่ในประเทศอื่น ก็คงจะได้รับการยกย่องเชิดชูโดยรัฐอย่างเป็นทางการ มากกว่าในกรณีประเทศไทย ซึ่งแนวคิดของอาจารย์ปรีดี มีความชัดเจนว่าท่านต้องการ ‘เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นของประชาชน’ ด้วยแนวทางสันติ ยึดถือภราดรภาพนิยม ที่มองทุกคนเป็นพี่น้องเพื่อนร่วมสังคม พี่จะอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย”

“ผมเห็นผู้คนและลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี ที่ตอนนี้เริ่มอาวุโส มีโอกาสได้สัมผัส ลูกศิษย์อาจารย์ที่ขึ้นมาเป็นกรรมการสถาบันและมูลนิธิปรีดี ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ท่านผู้อาวุโสเหล่านี้ มีอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง หลายคนอาจไม่มีตำแหน่งใหญ่โต บางคนก็มีตำแหน่งเป็นท่านทูต ผมมีโอกาสได้พูดคุยแม้จะต่างวัยกันมาก ท่านมักบอกกับผมเสมอทุกครั้งว่า ‘ผมยื่นคบเพลิงให้คุณแล้ว ขอให้คุณถือต่อไปเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยในประเทศนี้’ ‘คุณอย่าทำให้ผมผิดหวังนะ’

คนเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์ที่สร้างขึ้น เพื่อสืบทอดอุดมการณ์ไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปให้สังคมนี้ ‘เป็นธรรม’ มากขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันปรีดีฯ ที่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ต้องยืนหยัด และทำให้เข้มแข็งเพื่อให้ขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ประสบความสำเร็จ แม้จะยังอีกยาวไกล แต่เราต้องไม่หมดหวัง“ รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

ในระหว่างนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ น้ำตาซึม จึงขออภัยที่อ่อนไหวเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

จากนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์เปิดเผยถึงการที่เข้ามารู้จัก สถาบันปรีดี พนมยงค์ ว่าเกิดจากการอ่านหนังสือและศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งตนยังคงจำได้อย่างแจ่มชัดจนถึงทุกวันนี้

“วันที่ 24 มิถุนายน 2547 เป็นวันที่ลูกชายผมเกิดด้วย ผมมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงานให้ที่นี่ เพราะเห็นว่าเป็นองค์กรที่จะทำประโยชน์ได้มาก แม้จะมีทรัพยากรไม่มากเมื่อเทียบกับหลายองค์กร”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันต้องขอบคุณ กรรมการผู้จัดการสถาบันปรีดี และเจ้าหน้าที่ ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนัก ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งสถาบันปรีดีเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จึงต้องประเมินบริบทสังคมไทยให้ชัด เพื่อวาง Strategic Position หรือสถานะทางยุทธศาสตร์ของสถาบันปรีดี

โดยสิ่งที่ตนฝันไว้ แต่อาจยาก ต้องใช้ความพยายามจึงจะเกิดขึ้นจริงได้ คือ ’อยากเห็นบทบาทเหมือน มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (KAS) และ มูลนิธิฮีริท เอแบค (FES)’ แต่คงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ซึ่งทั้งสองมูลนิธินี้ตั้งขึ้นเพื่อขยายบทบาทและอุดมการณ์ของผู้นำเยอรมันนี ที่ทำงานทางความคิดเพื่อขยายอุดมการณ์

“แต่จากบริบทของสังคมไทย มีใครคิดว่าเราเป็นประชาธิปไตยหรือไม่? (ผู้ร่วมงานส่ายหัว) แสดงว่าเรามีการเลือกตั้งเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งการเป็นประชาธิปไตย ต้องมีเสรีภาพในการพูด จึงจะทำให้สังคมเดินหน้า เปลี่ยนแปลงอย่างสันติ

แต่หากใช้วิธีกดปราบคนที่อำนาจรัฐไม่เห็นด้วย เอาคดีมายัดข้อหา ติดคุกกันอย่างกับก่ออาชญากรรม นี่เรียกว่าประเทศประชาธิปไตยหรือไม่? ”

 

รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่การใช้เงินซื้อพรรค หรือนักการเมือง เป็น Money Politic เต็มรูปแบบ เพราะนั่นคือระบอบสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ผ่าน คสช.อย่างแน่นอน เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านรัฐประหาร 2 ครั้งเป็นสงครามเสื้อสี ในบางประเทศก็มีสถานการณ์เช่นนี้ แต่จบลงที่การตัดสินของประชาชน หรือคูหาเลือกตั้ง แต่ประเทศไทยไม่จบ

“ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ เผชิญหน้าลดลง ผมไม่ได้ติดใจความขัดแย้ง เพราะทุกสังคมมีความขัดแย้งหมด มีพลังใหม่ เกิดขึ้นมาต่อสู้กับพลังเก่า ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า แต่ที่ผมติดใจคือ ‘ประเทศนี้เรามีนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ ?’ เราเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมได้จริงหรือไม่”

“ด้านเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์หรือเปล่า หรือเหลื่อมล้ำสูงมาก ผมลงพื้นที่ไปดูคนในสลัม เราไม่ควรมีภาพนี้ให้เห็นแล้ว ผู้ป่วยติดเตียง คนแก่ เราเดินเข้าไปหาเขาร้องไห้เลย เพราะลูกหลานต้องไปทำงานหมด ไม่มีคนดูแล”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น เพราะประเทศนี้ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมาย แต่ปกครองโดยผู้มีอำนาจ ไม่มี Rule of Law เราจึงต้องกลับมาวางยุทธศาสตร์ บทบาทของสถาบันปรีดีฯ ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำประเทศนี้ดีขึ้นได้อย่างไร ในทุกด้าน? โดยที่ไม่ถูกยุบเสียก่อน

“เรายินดีเดินทางไกล เพราะเราต้องการหลีกเลี่ยงความรุนแรง การจะเปลี่ยนสังคมได้ ต้องทำให้คนส่วนใหญ่คิดเหมือนเรา 70-80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนส่วนใหญ่จะเอาแบบนี้ ท่านจะล้อมปราบ ทำได้หรือในยุคสมัยนี้ แต่ก็ไม่แน่ เพราะ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535, 2553 เกิดขึ้นแล้ว เรามีบทเรียนอะไรบ้างเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และแอฟริกา แต่มันจะซ้ำรอยหรือไม่?” รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า สถาบันปรีดีฯ เราเข้มแข็งมากขึ้น แต่ ไม่ควรพอแค่นี้ เราต้องขยายบทบาทให้ทำงานได้มากขึ้น ทำให้องค์กรประชาธิปไตยทั้งหมดมีความเข้มแข็งด้วย ถ้าตนมีโอกาส มีอำนาจรัฐ จะสนับสนุนให้ทั้ง องคาพยพขององค์กรประชาธิปไตยเข้มแข็ง เพราะสิ่งนี้จะสร้างฐาน ทำให้ประชาธิปไตย หยั่งรากลึก

โดยสถาบันปรีดีฯ วางรากฐานชัดเจนว่า เราคือ ‘ภูมิปัญญา’ ซึ่งเราคงไม่ออกไปเคลื่อนไหว แต่จะทำงานทางความคิดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และขยายบทบาทไปสู่ต่างประเทศ

“เพราะเวลาผมเห็นคนเมียนมา หนีสงครามมาอยู่เมืองไทย แล้วผมอยากจะร้องไห้ บางคนเรียนฟิสิกส์ เรียนดีๆ แต่ต้องมาทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะเครือข่ายเผด็จการทหาร มิน อ่อง หล่าย ทำลายอนาคตของคนเป็นล้านๆ

ทำไม เราในฐานะเพื่อนมนุษย์ปล่อยให้เพื่อนบ้านเราถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่แบบนั้นได้หรือ ผมไม่ยอม ผมคนนึงไม่ยอมแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มาทำงานการเมือง เพราะผมดูแล้วว่า ถ้าทำแต่เฉพาะงานวิชาการ การเคลื่อนไหว มันก็ทำได้แค่นี้ ถ้าเราไม่เข้าสู่อำนาจที่จะทำอะไรได้มากขึ้น เราก็ทำได้ระดับแค่นี้” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

พร้อมกับน้ำตาไหล โดยขออภัยที่ไม่สามารถคุมความรู้สึกได้เมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ระบอบฮุนเซน ของเขมร คือเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด ยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แล้วจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา สิ่งนี้เรายอมได้หรือ เราต้องไม่ยอม

“ถ้ามันเกิดขึ้น ผู้คนจะตายอีกมาก เราไม่ต้องการให้เกิดสิ่งนี้ และนี่คืออุดมการณ์ของปรีดี ไม่อย่างนั้น ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจารย์ปรีดี คงไม่อำนายการสร้าง ‘ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก’ เป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปฉายตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลก เพราะต้องการส่งสาร ว่าประเทศไทยรักสันติภาพ”

“แต่พอวันที่ไทยถูกรุกราน เอาเปรียบจากญี่ปุ่น ซึ่งอันนี้ตนก็เข้าใจบทบาทของจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วย ซึ่งอาจจะรู้กันกับ ปรีดี พนมยงค์ก็ได้ เพื่อที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยและหลีกเลี่ยงความรุนแรง ขบวนการเสรีไทยจึงเกิดขึ้น” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว