นักสิทธิมนุษยชน-เอ็นจีโอเปิดปัญหา ‘หญิงข้ามชาติ’ คลอดลูกทิ้งคา รพ. เหตุไร้เงินจ่าย  

9.06.17 | 15:35 น.
นายภาคภูมิ แสวงคำ,นายสุรพงษ์ กองจันทึก

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิช่วยเหลือสังคมเพื่อเด็กและสตรี อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวในงานเสวนา “เด็กไร้สัญชาติพุ่ง ลูกแรงงานข้ามชาติถูกทิ้งคา รพ. เหตุไม่มีเงินจ่ายค่าคลอด” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย (ภวส.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ที่ผ่านมาจะเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติคลอดลูกแล้วทิ้งคาโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.ภูเก็ต อย่างที่เป็นข่าวก็จะมี รพ.ป่าตอง ซึ่งจริงๆ มีอีกหลายพื้นที่  โดยปัญหาของแรงงานหญิงข้ามชาติที่จำเป็นต้องทิ้งลูกแรกคลอดนั้น พบว่าสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องเงิน คือไม่มีเงินค่ารักษา และทาง รพ.หลายแห่งก็มักสร้างความเข้าใจว่า เมื่อไม่มีสิทธิรักษาก็ต้องจ่ายเอง และแรงงานข้ามชาติมีความเข้าใจว่า หากไม่จ่าย โรงพยาบาลจะร่วมมือกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จับกุมพวกเขา ซึ่งความเป็นจริงมี รพ.ที่ทำเช่นนี้ เป็นต้น

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการเงินนั้น หากโรงพยาบาลมีการสื่อสารให้คนกลุ่มนี้เข้าใจว่า หากไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลจริงๆ ถือเป็นหนี้ทางแพ่ง ตำรวจไม่จับ ไม่ติดคุก อาจทำให้ปัญหาการทิ้งลูกลดน้อยลงก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้จ่ายค่ารักษาเลย โดยใช้วิธีผ่อนจ่าย แต่ทางออกที่ต้องทำที่สุดคือ ต้องดึงแรงงานข้ามชาติซื้อบัตรประกันสุขภาพต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบัตรประกันสุขภาพฯ สำหรับผู้ใหญ่กำหนดไว้ให้คุ้มครอง 2 ปี ในราคา 3,200 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ อยู่ที่ 365 บาทต่อคนต่อปี หรือหากไม่ได้ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย ก็ยังเปิดให้ซื้อบัตรประกันสุขภาพฯ อย่างเดียวราคา 2,200 บาท ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลต่างๆ ที่จำเป็นเบื้องต้น ซึ่งไม่เพียงช่วยการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติตามสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของโรงพยาบาลด้วย

“ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวใช้สิทธิรักษาพยาบาลประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี มีแรงงานต่างด้าวที่ไม่ขึ้นทะเบียน รวมกับคนไทยที่รัฐต้องสงเคราะห์ฟรีอีก 300 ล้านบาท รวมแล้วปีหนึ่งรัฐต้องอุ้มคนกลุ่มนี้ประมาณ 900 ล้านบาท แต่ถามว่ารัฐขาดทุนจริงหรือไม่ เมื่อคำนวณแล้วบัตรประกันสุขภาพฯ ตกปีละ 1,600 บาท หากแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียน 1 ล้านคนอย่างที่รัฐประกาศผลงาน ภาพรวมเท่ากับโรงพยาบาลจะมีเงินต่อปีมากถึง 1.6 พันล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 900 ล้านบาท แต่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาขึ้นทะเบียนน้อย เช่น ภูเก็ต ทำให้เกิดการขาดทุนได้ ที่สำคัญ ส่วนใหญ่คนต่างด้าวก็เหมือนคนไทย หากไม่เจ็บป่วยหนักมากก็จะไม่ค่อยมาหาหมออยู่แล้ว ดังนั้น ต้องประชาสัมพันธ์ให้เกิดการซื้อบัตรประกันสุขภาพฯ เพิ่มมากขึ้น” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนปัญหาการซื้อบัตรประกันสุขภาพฯน้อย มาจากความไม่เข้าใจของ ผอ.รพ.บางพื้นที่ที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงเสนอว่า สธ.ควรทำหนังสือเวียนถึงทุกโรงพยาบาลให้ชัดเจนว่า ให้ขายบัตรประกันสุขภาพฯ รพ.ไหนไม่ขายถือว่ามีความผิด และยังถือเป็นการละเมิดสิทธิของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ หากยังมีปัญหา อยากให้ คสช.ใช้เป็นคำสั่ง ม.44 เลยว่าต้องดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ก็ถือเป็นนโยบายของรัฐอยู่แล้วด้วย ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีหน้าที่ดูแลเด็ก โดยเฉพาะการให้ความคุ้มครองเด็กที่ถูกทิ้ง ก็ต้องทำงานใกล้ชิด รพ.มากขึ้น เด็กถูกทิ้งจะรับไปดูอย่างไร เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ เติบโตขึ้นระดับหนึ่งมีครอบครัวอุปถัมภ์หรือไม่ ซึ่งคนไทยที่ไม่มีลูก แต่อยากมีลูกบุญธรรมก็มีเป็นจำนวนมาก

Advertisement

นายภาคภูมิ แสวงคำ เจ้าหน้าที่วิชาการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า สถานการณ์หญิงแรงงานข้ามชาติมาคลอดลูกและทอดทิ้งเด็กยอมรับว่ามี แต่ไม่ได้มีมากอย่างที่คิด ส่วนปัญหาแรงงานข้ามชาติไม่ซื้อบัตรประกันสุขภาพฯ หากวิเคราะห์คือ 1.แรงงาน เมื่อดูจากค่าใช้จ่าย 3,200 บาทต่อ 2 ปี ถือว่าไม่แพงมาก เด็กไม่เกิน 7 ขวบ ปีละ 365 บาท ราคารับได้ แต่หากพ่อ-แม่มีลูกหลายคนก็จะมีภาระมากขึ้น 2.นโยบาย ถือว่ายังมีปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่อยู่แค่ในเมืองจังหวัดใหญ่ๆ และในเว็บไซต์ แต่เข้าไม่ถึงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรรมที่อยู่บนภูเขาหรือแถบชายแดน ที่ต้องเดินทางเข้ามาในตัวอำเภอหรือจังหวัด และอาจต้องผ่านนายหน้าทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงไม่ทราบว่าซื้อแล้วใช้ได้กับโรคอะไรได้บ้าง และ 3.สถานพยาบาล ยังพบปัญหาหลายเรื่อง เช่น สำรวจพบโรงพยาบาลถึง 49 จังหวัด ที่ตัดสินใจไม่ขายประกันสุขภาพให้แรงงานที่ตั้งครรภ์ ติดเชื้อเอชไอวี บางแห่งประกาศนโยบายต้องมาซื้อ 50 คนต่อโรงงานเพื่อความคุ้มทุน บางโรงเรียกเอกสารเกินจำเป็น ทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถทำบัตรได้ ทั้งที่มีกำลังจ่าย

นายภาคภูมิกล่าวว่า การป้องกันปัญหานี้ที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้ ซึ่งสาธารณสุขของไทยและ 4 ประเทศต้นทางแรงงานข้ามชาติก็มีการประชุมหารือร่วมกันในเรื่องยุทธศาสตร์สาธารณสุขข้ามชาติ สาธารณสุขชายแดน ทำสื่อความรู้ภาษาที่เขาเข้าใจ อบรมให้มีความรู้ว่า การวางแผนครอบครัว การมีลูก และการยุติตั้งครรภ์เป็นสิทธิ แต่การตัดสินใจต้องมีฐานข้อมูลความรู้ให้ตัวเองปลอดภัย ไม่เป็นภาระต่อตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายหน่วยงานก็พยายามทำร่วมกัน ทั้งเอ็นจีโอไทย องค์การอนามัยโลก หรือแม้แต่ยูนิเซฟ