หน้าแรก ในประเทศ กมธ.ความมั่นค...

กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามปมชายแดน ยันปิดด่าน 24 ชั่วโมง สร้างรั้วคืบหน้า 45% 

26.06.26 | 17:06 น.

กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามปมชายแดน ยันปิดด่าน 24 ชั่วโมง สร้างรั้วคืบหน้า 45% 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 มิ.ย. 69 ที่ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เดินทางลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อร่วมรับฟังปัญหาและแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งการดูแลและป้องกันประชาชนจากผลกระทบ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี , พล.ร.ต.อมรเทพ บุญยงค์ รองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด , น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี และตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ เข้าร่วมประชุม

นายมณเฑียร กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.จันทบุรี พร้อมติดตามสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานด้านความมั่นคงชายแดน โดยถือเป็นการเดินทางศึกษาดูงานต่างจังหวัดครั้งแรกของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯชุดปัจจุบัน ก่อนที่จะทยอยลงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป

นายมณเฑียร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ในการประชุมแล้ว คณะกรรมาธิการยังมีกำหนดลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างกำแพงชายแดนในวันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงโดยตรง และต้องการเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานสะท้อนปัญหา อุปสรรค รวมถึงข้อเสนอแนะว่าต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติสนับสนุน หรือผลักดันเรื่องใด เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามารถประสานความร่วมมือและผลักดันการแก้ไขปัญหาร่วมกับทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการ ยินดีให้การสนับสนุน และผลักดันทุกประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างเต็มที่

ขณะที่ น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กล่าวถึงกรณีจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่แถบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่เกิดเหตุปะทะ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการพัฒนาร่วมกัน โดยสามารถเชื่อมผืนแผ่นดินและรักษาพื้นที่ของไทยไว้ได้กว่า 3 ไร่ ขณะที่ยังมีพื้นที่ลุ่มตะกอนอีกกว่า 7 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ พร้อมเดินหน้าก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและถนนเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

น.อ.ปรัชญา กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนระยะทาง 87 กิโลเมตร ยังคงใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และสามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประสานงานกับกองกำลังของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด โดยทุกขั้นตอนการปฏิบัติจะมีการแจ้งและชี้แจงให้ประเทศเพื่อนบ้านรับทราบ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือ ส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนเป็นไปอย่างราบรื่น

ส่วนการก่อสร้างรั้วชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยภายหลังผู้บัญชาการทหารเรือลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณหลักเขตแดนที่ 55 ได้มีข้อสั่งการให้เตรียมการก่อสร้างรั้วชายแดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากกองทุนหทัยทิพย์ และเริ่มดำเนินการในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนเป็นแห่งแรก ปัจจุบันโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ช่วงหลักเขตแดนที่ 52–54 ซึ่งคืบหน้าแล้วร้อยละ 45 และช่วงหลักเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยได้ก่อสร้างถนนจากหลักเขตแดนที่ 54 แล้วกว่า 600 เมตร เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้วและโครงสร้างด้านความมั่นคงในระยะต่อไป

น.อ.ปรัชญา เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรีเคยมีพื้นที่ที่เข้าข่ายอาจกระทบต่อแนวทางตามบันทึกความเข้าใจ MOU ปี 2543 ได้แก่ พื้นที่รูปตัว ก.และรูปตัวยู แต่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง ส่วนราชการ อำเภอ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด และประชาชน เนื่องจากการดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะการถมคลองที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในพื้นที่ลุ่มตะกอน ซึ่งหากปล่อยไว้ ไทยอาจสูญเสียพื้นที่กว่า 3 ไร่ ก่อนที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันเชื่อมผืนแผ่นดินและฟื้นฟูสภาพพื้นที่จนแล้วเสร็จ

สำหรับพื้นที่รูปตัวยู ได้มีการก่อสร้างถนนด้านความมั่นคงเพื่อสนับสนุนการลาดตระเวนและการส่งกำลังบำรุง จากเดิมที่กำลังพลต้องใช้เวลาเดินเท้ากว่า 8 ชั่วโมงในการเข้าถึงพื้นที่ เมื่อถนนแล้วเสร็จจึงสามารถเชื่อมผืนแผ่นดินและรักษาพื้นที่กลับคืนมาได้อีกกว่า 7 ไร่ พร้อมขยายเส้นทางด้านความมั่นคงต่อเนื่องไปยังฐานปฏิบัติการบริเวณรอยต่อจังหวัดตราดอีกประมาณ 8 กิโลเมตร รวมเป็นถนนที่ประชาชนร่วมสนับสนุนการก่อสร้างเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงกว่า 23 กิโลเมตร

ทั้งนี้ การดำเนินงานได้รับความร่วมมือจากประชาชนที่นำรถบรรทุกดินกว่า 300 คัน เข้าถมพื้นที่ลุ่มตะกอน และใช้รถขุดหรือรถแบคโฮ จำนวน 16 คัน ปรับปรุงพื้นที่รูปตัวยูจนแล้วเสร็จ โดยฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ขัดขวางการดำเนินงาน หลังได้รับการชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอธิปไตยของไทย และการดำเนินการเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของมนุษย์

ภายหลังการปรับปรุงพื้นที่ทั้งสองจุดแล้วเสร็จ ได้มีการจัดพิธีเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา พร้อมร่วมร้องเพลงชาติไทยกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดจันทบุรี เพื่อประกาศความสำเร็จในการเชื่อมผืนแผ่นดินกลับคืนสู่สภาพเดิม และแสดงออกถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยืนยันและรักษาอธิปไตยของไทยบริเวณพื้นที่ชายแดนดังกล่าว

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี คือ การใช้การเจรจาเป็นหลัก จึงเป็นเหตุผลที่พื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีไม่เกิดการสู้รบ โดยยึดหลักการรักษาอธิปไตยควบคู่กับการรักษาสันติภาพ และใช้แนวทางการทูตนำการทหารใช้การเจรจาเป็นกลไกหลักในการรักษาอธิปไตยควบคู่กับการรักษาสันติภาพ จึงทำให้พื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีไม่เกิดการสู้รบและสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่รูปตัวกอ พื้นที่รูปตัวยู รวมถึงการก่อสร้างรั้วและโครงสร้างด้านความมั่นคงได้สำเร็จ

โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ คุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และกองทัพเป็นสำคัญ

พล.ร.ต.อมรเทพ กล่าวเสริมถึงกรณีการสร้างรั้วชายแดน ว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่มีมาอย่างต่อเนื่องก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างรั้วชายแดนและการเสริมสร้างความมั่นคงประสบความสำเร็จโดยไม่มีการสูญเสีย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน พร้อมระบุว่า ในระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์เลียบแนวชายแดนที่ใช้เป็นเส้นทางหลักในการส่งกำลังบำรุงและการลาดตระเวน เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นถนนชั่วคราว จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาให้มีความมั่นคงและใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เส้นทางดังกล่าวมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เกิดน้ำท่วมขัง น้ำกัดเซาะ หรือเส้นทางถูกตัดขาด ส่งผลให้การลาดตระเวนเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงจำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงและปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เส้นทางมีความพร้อมรองรับภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลแนวชายแดนตามแนวสันปันน้ำ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลและช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ พล.ร.ต.อมรเทพ ยืนยันถึงเรื่องของการปิดด่าน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่า จะมีสื่อเทียม หรืออวตาลต่างๆ ที่มีการปั่นข่าวว่า เปิดด่าน ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง และกองทัพเรือก็ได้มีการถ่ายทอดสดตรงประตูด่าน เพื่อให้เห็นว่า มีการปิดด่านตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนเรื่องทางทะเล ที่มีข่าวออกมาว่า พบเรือสินค้าไทยเข้าเทียบเรือที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันไทยมีกฎหมาย พ.ร.ก.ควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 จำนวน 7 ชนิด ประมาณ 80 รายการ ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม ซึ่งที่ผ่านมามีเรื่องเข้าใจผิด หลังได้รับทราบจากตัวแทนอำเภอพื้นที่ จ.ตราด ว่ามีเรือสินค้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

โดยความจริงพบว่า มีเรือสินค้า ที่มาจากท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งเรือแต่ละลำ จะมีเส้นทางการวิ่งไปสู่ปลายทางต่างๆ โดยหากเรือเหล่านี้ ไม่วิ่งเข้ามาในเขตพื้นที่จันทบุรี หรือตราด ก็จะไม่มีปัญหา เพราะกองทัพได้ป้องกันในพื้นที่ทางทะเลไว้ แต่ว่า มีเรือบางส่วน อ้างว่า หลบคลื่นลม หรือ หลบพายุ ทำให้วิ่งเฉียดมาในพื้นที่จันทบุรี และตราด ทำให้มีการเข้าใจผิดว่า มีเรือสินค้าออกจากพื้นที่หรือไม่ ส่งผลให้ตามไปแก้ข่าวเป็นเรื่องยาก เพราะสื่อสมัยนี้ เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่า หากเป็นเรือในพื้นที่จะไม่มีปัญหา แต่ที่มีคือ เรือมาจากนอกพื้นที่

ทั้งนี้หากพบว่า มีเรือสินค้านอกพื้นที่ เข้ามายังพื้นที่ กองทัพเรือ, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), ตำรวจน้ำ ก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ และต้องให้เรือดังกล่าว สำแดงใบสินค้า และเอกสารจากหน่วยราชการที่ถูกต้อง