หน้าแรก ในประเทศ กยท. เตรียมเส...

กยท. เตรียมเสนอโครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่ เพิ่มศักยภาพผู้นำยางพารา แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

29.06.26 | 16:30 น.

กยท. เตรียมเสนอโครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่ เพิ่มศักยภาพผู้นำยางพารา แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้ กยท.ได้เสนอโครงการยกระดับพื้นที่เกษตรกรรมเผาซ้ำซากสู่สวนยางพาราผสมผสานเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธาน เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรอีกด้วย

สำหรับโครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ ดังกล่าว ได้ถอดบทเรียนจากโครงการ
ปลูกยางล้านไร่เมื่อปี 2547 มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนกล้ายางพันธุ์ดีที่จะต้องใช้ถึง 90 ล้านต้น ในคราวเดียว กยท.จึงได้วางแผนดำเนินโครงการเป็น 5 ระยะ ระยะละ 200,000 ไร่ต่อปี รวมระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมด 5 ปี โดยจะใช้ยางพันธุ์ดี คือ พันธุ์ RRIT 3904 ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อไปว่า ในระยะแรกจะเน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่่ที่พบจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียมจำนวนมากก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสานที่ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น เพราะในการปลูกพืชไร่ใหม่ทุกครั้งจะมีการเผาเศษซากพืช วัชพืช ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5  ให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกยางพารา ซึ่งเป็นพืชยืนต้นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงทดแทน  หลังจากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหาฝุ่น PM 2.5  โดยจะบูรณาการประสานการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมพัฒนาที่ิดิน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการปลูกยางพาราจำนวน 1 ล้านไร่ทดแทนพืชไร่ พร้อมส่งเสริมการจัดทำสวนยางคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางใหม่ดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของสวนยางพาราอีกทางหนึ่งด้วย 

ส่วนเงื่อนไขในการร่วมโครงการฯในเบื้องต้นจะต้องเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองโดยจะต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์หรือที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายใต้นโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)  ซึ่งสามารถเข้าร่วมโครงการได้ 2-10 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 ราย  และ กยท.จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในรูปแบบของปุ๋ยเคมี ยางพันธุ์ดี  และองค์ความรู้ในการทำสวนยางที่ถูกต้องต้องตามหลักวิชาการ โดยทยอยจ่ายตั้งแต่ปีที่ 1-3 และเกษตรกรจะต้องร่วมลงทุนในส่วนของแรงงานตนเองในการเตรียมดิน ขุดหลุมปลูก จัดหาพืชร่วม/พืชแซมระบบวนเกษตร และการดูแลรักษาสวนยาง รวมถึงออกทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ในปีที่ 4-7 (เปิดกรีด) ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการทำสวนยางด้วยการปลูกยางพันธุ์ดีอย่างเดียว หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน คือการปลูกยางพันธุ์ดีร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หรือจะเลี้ยงปศุสัตว์ ทำประมง ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้กยท.ยังจะส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมในสวนยางด้วย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างที่รอต้นยางเจริญเติบโตและเปิดกรีดได้  ซึ่งอาจจะปลูกพืชไร่ที่เกษตรกรมีความชำนาญควบคู่ไปกับการปลูกยางในช่วงเริ่มต้นก็ได้เช่นกัน แต่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดเศษซากพืชเป็นการเอาไปทำปุ๋ยแทนการเผา เนื่องจากจะไปกระทบกับการเจริญเติบโตของยางพารา และเมื่อเกษตรกรปลูกยางแล้ว สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. ได้  ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพาราในส่วนของการประกอบอาชีพเสริมอีกด้วย

Advertisement

ขณะนี้โครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯ หากได้รับความเห็นชอบ กยท. พร้อมที่จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 200,000 ไร่ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 80,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะยางล้นตลาดอย่างแน่นอน  และนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังจะจะช่วยเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำด้านยางพาราของประเทศไทยอีกด้วย รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กยท. กล่าว

ทั้งนี้คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ยางของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2% จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้อยู่ราว 15 ล้านตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ ขณะที่หลายประเทศผู้ผลิตยางมีพื้นที่ปลูกยางลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันหรือพืชอื่นเพิ่มขึ้น ประกอบกับการระบาดของโรคใบจุดกลมที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยาง สำหรับประเทศไทยเองพบว่าเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 19 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 15 ล้านไร่ มีเพียงประเทศโกตดิวัวร์เท่านั้นที่มีพื้นที่ปลูกและผลผลิตยางเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงรักษาสถานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกเฉลี่ย 4.8-5.0 ล้านตันต่อปี