ดีเอสไอ แจงได้หมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน ตั้งแต่มี.ค. คดีฟอกเงินวัดพระธรรมกาย อ้างป่วยหนักแล้วไม่มา

30.06.26 | 10:34 น.

อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับ ขอศาลออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน 1 ในก๊วนคดีฟอกเงินวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ มี.ค.69 หลังอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดสั่งฟ้อง

จากกรณีอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ผู้ต้องหาฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุได้มีการสมคบกันตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ตามความเห็นแย้งของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการขายที่ดินต่อให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง

ต่อมานายเขษมศักดิ์ กันภัย ทนายความ ในฐานะตัวแทนผู้เสียหายคดีฟอกเงินได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อยื่นหนังสือขอร้องเรียนให้ พิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในคดีฟอกเงินกับวัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) กับพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีพิเศษที่ 10/2560 ในคดีกล่าวหานายอนันต์ อัศวโภคิน กับพวก โดยศาลได้เคยออกหมายจับเลขที่ 1594/2560 ต่อนายอนันต์ อัศวโภคิน ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งระบุพฤติการณ์ว่ามีการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับคดีดังกล่าวนี้ค่อนข้างมีกระบวนการประมาณหนึ่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ (ปลายปี 2562) อัยการคดีพิเศษได้มีหนังสือส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้พิจารณาตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ว่าจะมีความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ในขณะนั้น) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 10/2560 และความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากพนักงานอัยการ จึงได้มีความเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการให้ฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหา ต่อมาจึงอยู่ระหว่างขั้นตอนที่รอให้อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาด

พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า กระทั่งภายหลัง (16 ก.พ.2567) อัยการสูงสุดในขณะนั้น (นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์) ได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุได้มีการสมคบกันตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อย่างไรก็ดี ระหว่างที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ทางผู้ต้องหาก็ได้มีการร้องขอความเป็นธรรมในประเด็นต่างๆ แต่เมื่อกระบวนการอัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหามาแล้ว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้มีการออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่เมื่อผู้ต้องหาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน ทำให้ไม่สามารถนำตัวไปฟ้องคดีได้ตามที่อัยการนัดฟ้อง จึงเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ โดยได้ขอศาลออกหมายจับในช่วงเดือน มี.ค.69 ที่ผ่านมา

พ.ต.ต.ยุทธนาเปิดเผยอีกว่า ทราบว่าในระหว่างขั้นตอนที่ผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ก็เนื่องมาจากการแจ้งเหตุผลว่ามีการเข้ารับการรักษาพยาบาลภาวะไตวายที่ต่างประเทศ และอยู่ในห้องไอซียู (ICU) ซึ่งก็เป็นเรื่องการรักษาการเจ็บป่วยที่เข้าใจได้ แต่ก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อไม่สามารถมาปรากฏตัวรับทราบข้อกล่าวหา และนำตัวให้อัยการสั่งฟ้องได้ตามนัดหมาย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จำเป็นต้องขอศาลออกหมายจับ ทั้งนี้ หากจะมีการพิจารณาขอตำรวจสากลออกหมายน้ำเงิน หรือหมายแดง เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในไทยนั้น จะเป็นกระบวนการขั้นตอนถัดไปแทน

Advertisement

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า แม้ศาลจะอนุมัติหมายจับนายอนันต์ อัศวโภคิน ให้กับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าตัวจะไม่เดินทางกลับเข้าประเทศไทยอีกแล้ว เพราะเหตุเรื่องรักษาอาการเจ็บป่วยภาวะไตวายระยะสุดท้ายที่ต่างประเทศ โดยมีการรักษาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน และยังถือว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤตมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ตลอดเวลา หากอยู่ในสถานที่ไม่เหมาะสมแก่การดูแลรักษา

อนึ่ง เมื่อตรวจสอบไปที่เอกสารข่าวแจกสื่อมวลชน (Press Release) ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ ได้เผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2562 พบรายละเอียดว่า คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยรายงานว่ากรณีที่นายอนันต์ อัศวโภคิน ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนและกล่าวหาว่านายอนันต์กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 ก็เนื่องมาจากนายอนันต์ได้รับซื้อที่ดินจากบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ซึ่งทางการสอบสวนพบว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ได้นำเงินที่ได้จากการทุจริตจากสหกรณ์เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทและครอบงำการดำเนินธุรกิจของบริษัทดังกล่าว

ภายหลังนายอนันต์มีการขายที่ดินและนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนหนึ่งบริจาคให้กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเก็บไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยได้ดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่ง และต่อมาได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับไปยังบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด โดยทางคดีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ

ต่อมาพนักงานอัยการได้มีหนังสือลงวันที่ 30 ก.ย.2562 ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้พิจารณาตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 ว่าจะมีความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 10/2560 และความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากพนักงานอัยการ โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องไปแล้ว จึงได้มีความเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการให้ฟ้องนายอนันต์ตามข้อกล่าวหาส่งพนักงานอัยการแล้ว ทั้งนี้ อยู่ที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง อันเป็นความเห็นชี้ขาดตามกฎหมาย จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ก่อนที่ต่อมาในปี 2567 นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด (ขณะนั้น) ได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา