แก้กม.บัตรทอง รักษาเหมาโหล กระทบสิทธิปชช.?

11.06.17 | 06:08 น.

ยังไม่ทันจะผ่านกระบวนการเวทีประชาพิจารณ์ 4 ภูมิภาคในการแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. … ก็เกิดกระแสต่อต้านไม่หยุดหย่อน เริ่มตั้งแต่การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 70 คน ที่รวมตัวบริเวณหน้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เพื่อดักพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ก่อนร่วมประชุมผู้บริหารระดับสูง สปสช. โดยได้ยื่นจดหมายที่มีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 52 องค์กร เรียกร้องให้ยุติกระบวนการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ชี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน

ล่าสุด กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพรวมตัวกันเรียกร้องที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้หยุดกระบวนการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.นี้เสีย และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้สอดรับกับคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ตามมาตรา 44

ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของคณะทำงานแก้ไขกฎหมายที่โน้มเอียงไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ให้บริการจากกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากสัดส่วนของคณะทำงาน 26 คน เป็นฝ่ายผู้จัดบริการมากถึง 12 คน สัดส่วนของประชาชนเพียง 2 คน ที่เหลือคือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ในทางกลับกัน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แม้จะเห็นต่างกับกลุ่มเครือข่ายคนรักหลักประกันมาตลอด แต่กลับไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เพราะสุดท้ายก็เอื้อการทำงานให้ สปสช. แทนที่จะแก้ปัญหาตรงจุด จริงๆ อยากให้ยุบ สปสช. หรือปรับเปลี่ยนการบริหาร กลุ่มเดิมๆ โดยควรแก้กฎหมายที่ปรับเปลี่ยนบริหารของ สปสช.เพราะส่งผลกระทบไปทั่ว
ศ.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร กรรมการแพทยสภา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า

Advertisement

ปัญหาตอนนี้ของระบบบัตรทอง มาจาก สปสช. ที่ไปออกกฎเกณฑ์กำหนดวิธีการรักษาว่าต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น กลายเป็นการรักษาแบบเหมาโหล ผลการรักษาไม่ดีเพราะแต่ละคนที่ป่วยแม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่ก็ต้องการการรักษาที่แตกต่างกัน การแก้ไขกฎหมาย ต้องให้ สปสช.เปลี่ยนแปลง ทำหน้าที่เหมือนการคลัง จ่ายเงินแล้วให้แพทย์ทำหน้าที่เป็นแพทย์ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตัวเอง

ส่วน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ก็เห็นเช่นกันว่าไม่ควรแก้กฎหมายเช่นนี้ แต่ต้องแก้กฎหมายให้บอร์ด สปสช.ทำหน้าที่เฉพาะการบริหารกองทุนเท่านั้น ห้ามก้าวก่ายการบริหารงานของ สธ. ขณะที่อีกฝั่งที่เห็นด้วยกับการปรับแก้กฎหมายบัตรทอง คือ สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.)

โดย นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์ เห็นด้วยเพราะการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ช่วยแก้ปัญหาในระบบสาธารณสุขที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนานได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนที่ สปสช.มากำกับในเรื่องการกำหนดการใช้ยา กำหนดวิธีการรักษา กำหนดเกณฑ์การจ่ายเงิน ซึ่งหลายคนมองว่าสร้างปัญหามากควรต้องมีการปรับแก้ไขหากพิจารณาแล้วดูเหมือนส่วนใหญ่พิจารณาร่าง พ.ร.บ. แล้วยังไม่โดนใจเท่าที่ควร อยากให้ปรับเปลี่ยนตามที่ต้องการ ซึ่ง นพ.ปิยะสกลย้ำเสมอว่าให้ไปแสดงความคิดเห็นในเวทีประชาพิจารณ์

เพราะเปิดรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการทางกฎหมาย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ขออย่านอกรอบกัน และย้ำว่า

การแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่ได้กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนเลย ประชาชนไม่ได้รับสิทธิน้อยลง และอนาคตจะได้รับสิทธิเพิ่มด้วยซ้ำ แต่มีเสียงค้านจาก น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ อธิบายว่า ผลกระทบจะเกิดกับประชาชนแน่นอน ตรงที่การแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชน

ยกตัวอย่างง่ายๆ มีคนไทยอยู่ในประเทศไทยมานาน ได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพฯมาตลอด แต่วันดีคืนดีหลุดจากระบบเพราะติดเรื่องรอพิสูจน์สถานะบุคคล คนกลุ่มนี้จนบัดนี้ยังมีหลายคนไม่ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเลย ถามว่ากฎหมายมีอะไรที่แก้ไขให้บ้าง จากการพิจารณาอ่านร่าง พ.ร.บ. ส่วนใหญ่จะไปช่วยเรื่องการบริหารจัดการที่ให้กับทางโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มากกว่า ให้โรงพยาบาลได้รับเงิน มุ่งแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน

ทั้งๆ ที่ปัญหานี้มีหลายส่วน หรือแม้แต่การแก้กฎหมายเพื่อให้แยกเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขออกจากบัตรทอง ฯลฯ ที่น่ากังวลที่สุดคือองค์ประกอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงจากบอร์ด 30 คน เพิ่มเป็น 35 คน โดยเพิ่มผู้ให้บริการเข้ามา 6 คน แต่ตัดผู้แทนภาคประชาชน ลดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้น้อยลง

ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การจะเรียกร้องอะไรในอนาคตก็จะเป็นเรื่องยากŽ น.ส.สุรีรัตน์ระบุ

ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการ สปสช. ยังให้ความเห็นว่าจากคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 37/2559 ระบุชัดเจนว่า การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

มีบางประเด็นที่ไม่ชัดเจนและทำให้เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการและส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยบริการ ซึ่งส่งผลกระทบถึงการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชนโดยรวม ซึ่งท้ายคำสั่งชัดเจนว่า ให้ใช้บังคับจนถึงวันที่ พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน

แต่หากแก้ไขกฎหมายที่ไม่ใช่ตามนี้ แต่เกี่ยวกับประชาชน ก็ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางกว่านี้

คงต้องติดตามว่าในเวทีประชาพิจารณ์ 4 ภูมิภาคจะดุเดือดแค่ไหน

เพราะ นพ.ปิยะสกลŽ การันตีว่าจะเปิดกว้างให้แสดงความเห็นกันเต็มที่ …