เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่ชุมชนตรอกวังหลังต้นโพธิ์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการออกแบบบ้านย่านบางซื่อ “จากวังหลังสู่บางซื่อ” พร้อมนำชาวชุมชนริมคลองบางซื่อ เยี่ยมชมกระบวนการจัดการที่อยู่อาศัยชุมชนตรอกวังหลังต้นโพธิ์ เพื่อให้ตัวแทนชาวชุมชนริมคลองบางซื่อ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้เห็นรูปแบบการพัฒนาชุมชน และนำกลับไปใช้ในการออกแบบบ้านและผังชุมชนที่ชุมชนริมคลองบางซื่อ โดยมีตัวแทนชาวชุมชนริมคลองบางซื่อ นักวิชาการด้านที่อยู่อาศัย และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) จำนวนทั้งสิ้น 50 คน เข้าร่วมกิจกรรม

นายไมตรีกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีโครงการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ โดยการรื้อย้ายบ้านเรือนที่อยู่ในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน เพื่อให้สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร สร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) จัดทำแผนงานที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน ตามโครงการ “บ้านประชารัฐริมคลอง” นั้น ขณะนี้การก่อสร้างบ้านใหม่ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวมีความคืบหน้าไปตามลำดับขั้น โดย พอช.ได้สนับสนุนการก่อสร้างบ้านไปแล้ว 9 ชุมชน สร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 900 หลัง ส่วนที่ชุมชนริมคลองบางซื่อซึ่งมีจำนวน 7 ชุมชน ประมาณเกือบ 500 ครัวเรือน ยังอยู่ในระหว่างเตรียมการเพื่อออกแบบและพัฒนาที่อยู่อาศัย
นายไมตรีกล่าวต่อไปว่า ชุมชนตรอกวังหลังต้นโพธิ์เป็น 1 ในโครงการบ้านมั่นคงที่ พอช.ให้การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิม จำนวน 33 หลังคาเรือน โดยเช่าที่ดินกรมธนารักษ์ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด โดยพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้ทำพิธีมอบบ้านให้แก่ชาวชุมชนไปแล้วในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งจากสภาพเดิมของชุมชนที่มีความแออัดไม่เป็นระเบียบ บ้านเรือนมีสภาพทรุดโทรม จึงได้ออกแบบบ้านและก่อสร้างใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสามารถเป็นร้านค้าขายของได้ เพราะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน
“สำหรับชุมชนริมคลองบางซื่อ ในอนาคตจะไม่แตกต่างจากชุมชนวังหลังฯ คือ ชาวชุมชนสามารถใช้บ้านเป็นที่อยู่อาศัยและสามารถเป็นร้านค้าขายของได้ เพราะชุมชนตั้งอยู่ระหว่างถนนสองสายที่สำคัญ คือ ถนนรัชดาภิเษกกับถนนลาดพร้าว และขณะนี้ถนนรัชดาภิเษกมีรถไฟฟ้าใต้ดินแล้ว ส่วนถนนลาดพร้าวรัฐบาลมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเร็วๆ นี้ ทำให้ชุมชนริมคลองบางซื่อสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำได้”

นายไมตรีกล่าวต่ออีกว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย ชาวชุมชนริมคลองบางซื่อเยี่ยมชมกระบวนการจัดการที่อยู่อาศัยชุมชนตรอกวังหลังต้นโพธิ์ และมีการแบ่งกลุ่มศึกษาแลกเปลี่ยนกับชาวชุมชนวังหลังในประเด็นแนวคิดการพัฒนาชุมชน รูปแบบการพัฒนา การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ การแบ่งพื้นที่สาธารณะ การสร้างเอกลักษณ์ชุมชน การสร้างเศรษฐกิจชุมชน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลและแนวคิดที่ได้รับกลับไปร่วมกันวางผังออกแบบบ้านและผังชุมชนร่วมกับนักวิชาการด้านที่อยู่อาศัย
ชุมชนริมคลองบางซื่อมีทั้งหมด 7 ชุมชน มีประชากรรวม 2,970 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไป พนักงานบริษัทเอกชน และรับราชการ ประกอบด้วย ชุมชนริมคลองบางซื่อรัชดาภิเษก ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว (ซอย) 34 ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว (ซอย) 42-44 ชุมชนริมคลองบางซื่อลาดพร้าว (ซอย) 46
ซึ่งทั้ง 4 ชุมชนนี้ ชาวบ้านสามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ แต่จะต้องมีการปรับผังชุมชนใหม่ เพื่อรื้อบ้านออกจากแนวก่อสร้างเขื่อน และสร้างบ้านใหม่โดยจัดสรรให้แต่ละครอบครัวได้ขนาดบ้านเท่ากัน รวมทั้งสิ้น 423 ครัวเรือน ส่วนอีก 3 ชุมชนที่อยู่ในแนวเขื่อนไม่มีพื้นที่เหลือให้สร้างบ้าน ต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่ คือ ชุมชนรุ่งเรืองตอนปลาย ชุมชนวัฒนานิเวศ 5 และชุมชนซอยพัทลุง รวมทั้งชาวชุมชนริมคลองบางซื่อที่ต้องการไปอยู่ในที่ดินใหม่รวม 43 ครัวเรือน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เคยไปดูที่ดินแปลงใหม่ซึ่งเป็นที่ดินของเอกชนบริเวณบึงนายพลในเขตมีนบุรีแล้ว

นายไมตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคลองบางซื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองลาดพร้าวบริเวณใกล้วัดลาดพร้าว ส่วนคลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณย่านเกียกกาย เขตดุสิต มีความยาวทั้งหมดประมาณ 7.9 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ กทม.กำลังก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำในเขตกรุงเทพฯชั้นใน ลงคลองบางซื่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา (คาดว่าจะแล้วเสร็จกรกฎาคม 2560 นี้) โดย พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิมภายใต้โครงการ “บ้านมั่นคง” โดยมีเงื่อนไขการเช่าที่ดินคือ เช่าเพื่อที่อยู่อาศัยและเช่าเชิงธุรกิจ รวมทั้งหมด 33 หลังคาเรือน อัตราค่าเช่าตารางวาละ 59 บาทต่อเดือนโดยเป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 42 ตารางเมตร ราคา 240,580 บาท และสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะต้องผ่อนชำระสินเชื่อสำหรับสร้างบ้านกับ พอช. ประมาณ 1,600 บาทต่อเดือนในระยะเวลา 15 ปี
“ทั้งนี้ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านประชารัฐริมคลอง เป็นโครงการที่ดำเนินการพัฒนาชุมชน พัฒนาอาชีพ เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ มีการพัฒนาคลองให้ใสสะอาด มีพื้นที่ให้ลูกหลานได้ออกกำลังกาย และมีทางขี่จักรยานเลียบคลอง เป็นต้น เพื่อพัฒนาชุมชนริมคลองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยความมั่นคงในที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนต่อไป” นายไมตรีกล่าว


