ออกหมายจับ อดีตทนาย คู่กรณีแม่เบนซ์ เรซซิ่ง หนีฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องเท็จ-ไม่คืนเงิน 3 ล้าน

7.07.26 | 10:24 น.

เบนซ์ เรซซิ่ง พาแม่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ปมโดนอดีตทนายเบี้ยวเงิน 3 ล้าน เผยก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้คืนเงิน แต่ถูกฟ้องกลับ จำเลยเป็นคนมีความรู้ทางกฎหมายแต่ไม่ควรกลั่นแกล้ง ปชช. ลั่นคนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2560 จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ทำให้เสียหาย หมิ่นประมาท กล่าวหาโจทก์ได้บังอาจเอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาจ้างทำของ และวันที่ 6 ต.ค.2560 โจทก์ได้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จในคดีของศาลแพ่ง ความจริงโจทก์ไม่ได้เอาไป และโจทก์ไม่ได้ใช้พยานหลักฐานเท็จ ขณะจำเลยฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2561 การกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2561 จำเลยเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายศิวาวิทย์ จำเลย 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โดยวันนี้ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง เดินทางมาพร้อมนางสุพรเพ็ญ ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า มากับมารดาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยมาในฐานะโจทก์ที่ยื่นฟ้องทนายความที่เคยว่าจ้างเรื่องประกันตัวไปและไม่คืนเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท และศาลแพ่งได้มีคำสั่งไปก่อนหน้านี้ให้คืนเงินดังกล่าวแบบเต็มจำนวนไปแล้ว แต่ภายหลังก็ไม่มีเงินมาชดใช้คืน มีเพียงแค่คำสั่งล้มละลาย หลังจากนั้นพอมีคำสั่งให้คืนเงิน นายศิวาวิทย์ก็มาฟ้องกลับมารดาของตนว่านำเอกสารไปฟ้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันที่ไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ได้ยกฟ้องไปแล้ว เนื่องจากไม่มีมูล

Advertisement

นายอัครกิตติ์กล่าวว่า การกระทำแบบนี้มองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะเป็นทนายความ มีความรู้ทางกฎหมายแต่กลั่นแกล้งมารดาตนให้รับโทษทางอาญา ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ฟ้องกลับฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาแล้วในปี 2565 จำคุก 2 ปี ในข้อหาเบิกความเท็จ และ 1 ปี ในข้อหาฟ้องเท็จ แต่ชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาลดเหลือ 8 เดือน ซึ่งคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายฎีกาสู้

นายอัครกิตติ์กล่าวอีกว่า มองว่าคดีนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถและเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ เคยได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ไม่ควรนำตำแหน่งหรืออำนาจใดๆ มากลั่นแกล้งประชาชน เหมือนหากินกับความเดือดร้อนของผู้อื่นที่มีคดีความอยู่ และคนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเคยมีการเข้ามาเจรจาหรือขอให้ถอนฟ้องหรือไม่ นายอัครกิตติ์กล่าวว่า ที่ผ่านมานายศิวาวิทย์ไม่เคยเข้ามาไกล่เกลี่ย มีแต่เข้ามากลั่นแกล้ง ซึ่งตนก็ได้ไปลงบันทึกประจำวันเพื่อป้องกันไว้แล้ว ส่วนก่อนหน้านี้ที่เลือกเข้ามาเป็นทนายความเพราะเป็นคนรู้จักที่แนะนำมาอีกที ตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโต สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีความได้ เพราะตอนนั้นตนก็ไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายเมื่อมีทนายเข้ามาทางเราก็ไว้ใจ แต่สุดท้ายก็ถูกหลอกและเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ มองว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ แต่ใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากคดีนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงเวลานัดปรากฏว่ามีเพียงทนายความโจทก์และตัวโจทก์มาศาล ในขณะที่จำเลยได้รับหมายฟังคำพิพากษาแล้วไม่มาศาล ศาลจึงมีคำสั่งว่าเมื่อจำเลยได้รับหมายทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาตามนัด ไม่สามารถติดต่อได้ พฤติการณ์หลบหนี จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มจำนวน โดยให้เลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 7 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. พร้อมฟังผลการจับกุมจำเลยมาฟังคำพิพากษา

นายอัครกิตติ์กล่าวภายหลังศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาว่า ในวันนี้จำเลยไม่มาตามนัดเพื่อฟังคำพิพากษา ศาลจึงออกหมายจับและริบเงินประกัน ก่อนเลื่อนนัดเป็นวันที่ 7 ส.ค.2569 มองว่าในวันนี้เจ้าตัวไม่มาก็คิดว่าน่าจะหลบหนีไปแล้ว อยากฝากว่าตอนที่ตั้งใจหลอกลวงยังกล้าทำ แต่สุดท้ายวันที่คดีสิ้นสุดกลับไม่กล้ามาฟังคำพิพากษา อยากฝากไปถึงเจ้าตัวให้เข้ามาฟังคำพิพากษาในนัดหน้าด้วย