แอมเนสตี้ฯเสวนา ผลพวงของยุค คสช. 6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่ การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม แอมเนสตี้ประเทศไทย รายงานว่า การรัฐประหารโดย คสช.ปี 57 การเรียกตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หรือการออกหมายจับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายราย นำไปสู่การลี้ภัยของนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก หลายคนยังคงใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่หลายคนสูญหายหรือจบชีวิตลงโดยที่คดียังเต็มไปด้วยปริศนาและยังไร้ความคืบหน้าทางกระบวนการยุติธรรม
รายงานว่าในบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหาย ชื่อของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ต้าร์” น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูใครหลายคนมากที่สุด เขาถูกบังคับสูญหายขณะที่ลี้ภัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.63 ในช่วงเวลาก่อนที่ชายนิรนาม 4 คน จะจับตัวเขาขึ้นไปบนรถตู้ วันเฉลิมกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว และเสียงสุดท้ายของวันเฉลิมที่พี่สาวของเขาได้ยินคือ “หายใจไม่ออก”

“ความอุกอาจของปฏิบัติการ “อุ้มหาย” ที่เกิดขึ้นกลางกรุงพนมเปญในเวลากลางวัน พร้อมคำพูดสุดท้ายที่เห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับวันเฉลิม แทนที่จะส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในสังคม แต่ชื่อและเรื่องราวการถูกบังคับสูญหายของเขากลับเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ที่ปะทุขึ้นในปีเดียวกันนั้น และวันเฉลิมก็ไม่เคยถูกลืมเลือนอีกเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปี องค์กรภาคประชาสังคมและครอบครัวของวันเฉลิมยังคงเดินหน้าตามหาเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ยังมีการจัดงานระลึกถึงการหายตัวไปของวันเฉลิมอยู่เสมอ”
รายงานว่าวันที่ 26 มิ.ย.69 ในวาระครบรอบ 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม ครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล และเครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ร่วมกันจัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’ ณ สวนครูองุ่น ทองหล่อ กรุงเทพมหานคร โดยหนึ่งในกิจกรรมหลักของงาน ได้แก่ วงเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” ซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความหวังของตัวแทนครอบครัว ทนายความ เจ้าหน้าที่จากองค์การระหว่างประเทศ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน





