บิ๊กบริษัทส่งออกสัตว์น้ำแช่แข็ง ร้องยุติธรรม หลังพบพิรุธสำนวนคดีสูญ1พันล้าน เรียกร้อง3ข้อ

12.06.17 | 14:28 น.

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อม นายพิสิทธิ์ หล้าสุดตา กรรมการผู้จัดการบริษัท ซี อินเตอร์ เนชั่นแนล โพรเซ่นโปรดักส์ จำกัด ผู้ค้าสัตว์น้ำจืดรายใหญ่ของประเทศ ผู้เสียหายถูกปลอมแปลงและแอบอ้างสวมสิทธิ์ในการส่งออกไปยังต่างประเทศ เข้ายื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 และจากการคำนวณความเสียหายเบื้องต้นนับ1,000ล้านบาท โดยพบว่ามีนิติบุคคล4แห่ง และอาจจะมีข้าราชการร่วมกันปลอมและสวมสิทธิ์

นายสงกานต์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้พานายพิสิทธิ์มาร้องเรียนต่อรองปลัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว เพื่อให้มีการพิจารณารับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีความสลับซับซ้อนในการกระทำผิดทางอาญาลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำของกลุ่มบุคคลและนิติบุคคล รวมถึงอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง คดีนี้หลังจากตนพร้อมผู้เสียหายเดินทางมายื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมและอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา แต่ระหว่างการพิจารณา มีเหตุผิดปกติ คือ 1.สำนวนคดีที่ล่าช้าและไม่มีความคืหน้าในช่วงที่ผ่านมา ก็มีการเร่งรีบให้ส่งสำนวนคดีต่อพนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทราบว่ามีความพยายามจะสรุปสำนวนว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรเหมือนกับที่พนักงานสอบสวนเคยมีสรุปสำนวนส่งอัยการที่ผ่านมา ส่งผลต่อรูปคดี เพราะมีพยานเอกสารหลักฐานว่าเหตุเกิดในราชอาณาจักร

นายสงกานต์ กล่าวต่อว่า 2.ขอให้กระทรวงยุติธรรมแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาและทราบถึงพฤติการณ์ความผิดปกติของสำนวนคดีดังกล่าว เนื่องจากคาดว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนคดีเป็นคดีนอกราชอาณาจักรเหมือนเดิม และ 3.หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเป็นกระบวนการในการช่วยเหลือผู้กระทำผิดไม่ให้ต้องรับโทษทางอาญาหรือตัดทอนหรือลดจำนวนผู้ร่วมการกระทำความผิดให้ลดลง และอื่นๆ ขอให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญาทุกราย และส่งสำนวนให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ด้วย

“จากการไต่สวนของป.ป.ช. ดูแล้วว่าเรื่องนี้น่าจะทำกันเป็นขบวนการ ทางเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. แจ้งว่าถ้าให้ดีเอสไอช่วยสอบสวนน่าจะมีความละเอียดกว่า ส่วนหนึ่งมีการตัดทอนลดตัวผู้ต้องหาด้วย และนิติบุคคลที่กระทำผิดถูกตัดลง จึงอยากให้ดีเอสไอเข้าไปดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้” นายสงกานต์ กล่าว

ด้าน นายธวัชชัย กล่าวว่า หลังจากนายสงกานต์และนายพิสิทธิ์มาร้องเรียนเกี่ยวคดีดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์กระทรวงยุติธรรมไปพิจารณา พบว่าเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ที่ประชุมจึงมีมติให้ดีเอสไอรับไปพิจารณาดำเนินการว่าจะสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ และรายงานผลทั้งหมดมาให้คณะกรรมการอีกครั้ง ส่วนเอกสารที่นายสงกานต์นำมามอบให้เพิ่มเติมในวันนี้ จะส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

Advertisement

“หากกรณีนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจริงจะมีโทษสูงมาก เพราะตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 มีโทษสูงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต รวมถึงเอกชนด้วย โดยกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีโทษปรับอีกด้วย” นายธวัชชัย กล่าว