สธ. แจง ‘วัคซีนเอชพีวี’ หลังข้อสงสัยเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ 2 จาก 4 ชนิด

12.06.17 | 17:53 น.

ตามที่นายนิมิตร์ เทียนอุดม อดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการแทรกแซงการบรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ลงในบัญชียาหลักแห่งชาติจาก4 สายพันธุ์เหลือบรรจุเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น เป็นตัวอย่างอันดีที่สะท้อนถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหากให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นผู้รวมศูนย์จัดซื้อและต่อรองราคายาตามที่จะมีการแก้กฎหมายบัตรทอง

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีนเอชพีวี ว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอชี้แจงดังนี้ 1. คณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคยืนยันว่าวัคซีนทั้ง 2 ชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกไม่แตกต่างกัน และสามารถใช้ทดแทนกันได้ 2. การเสนอวัคซีนเอชพีวี ชนิด 2 สายพันธุ์ และ 4 สายพันธุ์ เข้าไปในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยการเสนอของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในการจัดซื้ออย่างเสรีได้โดยไม่ผูกขาด เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ต้องการให้เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคาของผู้ขายมากกว่า 1 ราย และ 3.การบรรจุวัคซีนทั้ง 2 ชนิดในบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นไปตามมติของคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

นพ.เจษฎา กล่าวต่อว่า ในการจัดซื้อวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ครั้งนี้ ได้มีผู้ขายเสนอราคาสองรายและสามารถต่อรองราคาเหลือ 279.537 บาทต่อโด๊ส ซึ่งเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) รวมค่าจัดส่งวัคซีนแล้ว ช่วยให้กระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัชกรรม ประหยัดงบประมาณในจัดหาวัคซีนรวมกว่า 36.8 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาที่คณะทำงานต่อรองราคาภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้ต่อรองวัคซีนเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ 375.48 บาทต่อโด๊ส ซึ่งหวังผลป้องกันมะเร็งปากมดลูกในสตรี ในการดำเนินการได้คำนึงถึงความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

ด้านศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทยประมาณร้อยละ 70-75 คือสายพันธุ์ 16 และ 18 เช่นเดียวกันกับในต่างประเทศ ในขณะนี้วัคซีนเอชพีวี มี 2 ชนิด คือชนิด 4 สายพันธุ์(สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18) และชนิด 2 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 16 และ 18) แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เกิดจากสองสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ18 สำหรับการเลือกวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก จึงสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองชนิด ซึ่งวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (เอชพีวี) ทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ และ 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เท่ากัน และวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้อยู่ ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้วัคซีนเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 29 ประเทศ เช่น สก็อตแลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เม็กซิโก แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 16 และ18 ได้ประมาณร้อยละ 90-100 ในผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน