หน้าแรก ในประเทศ นักวิชาการ กั...

นักวิชาการ กังวล อากาศสุดขั้ว ปี 2026 ถึงจุดยาก ที่โลกจะกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

10.07.26 | 11:35 น.

นักวิชาการกังวล อากาศสุดขั้วปี 2026 ถึงจุดยาก ที่โลกจะกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป


เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า สภาพอากาศสุดขั้ว คือ ร้อน แล้ง หนาว น้ำท่วม พายุ ในปี 2026 หรือปีนี้ 2569 น่ากังวลมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะถึงจุดที่ยากจะกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

นายสนธิกล่าวว่า ปี 2026 เป็นปีที่กำลังเผชิญหน้ากับสถิติความร้อนครั้งประวัติศาสตร์การกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรง (Super El Niño) และความคืบหน้าของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทั่วโลก

“ศูนย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) รายงานว่า เดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อากาศร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 โดยอุณหภูมิพื้นผิวโลกมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.39 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนในยุโรปสูงทุบสถิติ โดยทวีปยุโรปตะวันตกเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมมากกว่า 3,700 ราย ทั้งในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม และสถานีตรวจวัดสภาพอากาศกว่า 395 แห่งในยุโรปทำลายสถิติความร้อนสูงสุดตลอดกาล

Advertisement

นายสนธิระบุอีกว่า ยังพบด้วยว่า อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลทั่วโลก (SST) ในเดือนมิถุนายนพุ่งสูงถึง 20.86 องศาเซลเซียสเป็นสถิติสูงสุดใหม่สำหรับเดือนมิถุนายน นำไปสู่การเกิดคลื่นความร้อนในทะเลและเกิดวิกฤตปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง

“นักวิทยาศาสตร์ยืนยันการมาเยือนของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรงสูง ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 ส่งผลให้ปี 2026 และ2027 มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จะเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่าเอลนีโญกำลังจะสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก เกิดน้ำท่วมใหญ่ในไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ขณะที่จีนเผชิญกับน้ำท่วมหนักในกว่างซีและคลื่นความร้อนสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในซินเจียง ประเทศจีน” นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมยังพบอีกว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายกำลังจะละลายหมด โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกรายงานระบุว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิ ภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ในประเทศอินโดนีเซีย อาจละลายหายไปทั้งหมด ภายในสิ้นปี 2026 หรือต้นปี 2027 พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกขั้วโลกลดลงต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ได้มีการบันทึกผ่านดาว เทียมโดยมหาสมุทรอาร์กติกมีอุณหภูมิเดือนมิถุนายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.22 องศาเซลเซียส

“เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย พื้นผิวสีขาวที่คอยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศจะลดลง กลายเป็นผืนน้ำทะเลสีเข้มที่ดูดซับความร้อนเอาไว้แทน ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้นและเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วกว่าเดิมอีกด้วย” นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า จากปรากฏการณ์เลวร้ายเหล่านี้ ทำให้พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก แซงหน้าการเติบโตของน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ร่วมกับภาคีเครือข่ายกำลังเปิดตัว “ป้อมปราการเพื่อการปรับตัว” (Adaptation Fortress) แห่งแรกในบังกลาเทศ โดยทำเป็นศูนย์พักพิงชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องประชาชนจากคลื่นความร้อนที่สูงถึง 44 องศาเซลเซียส และพายุไซโคลนตลอดทั้งปี