หน้าแรก ในประเทศ กทม.เล็งเปลี่...

กทม.เล็งเปลี่ยน ‘โรงขยะอ่อนนุช’ เป็นผืนป่า เปิดข้อมูล e-Nose ให้ปชช.เช็กกลิ่นเรียลไทม์

11.07.26 | 14:01 น.

กทม.เล็งเปลี่ยน ‘โรงขยะอ่อนนุช’ เป็นผืนป่า เปิดข้อมูล e-Nose ให้ปชช.เช็กกลิ่นเรียลไทม์

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 10.23 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไลฟ์ผ่านเพจ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซอยอ่อนนุช 86 พร้อมตรวจความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ การแก้ไขปัญหากลิ่น และแนวทางยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์จัดการขยะและพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ กล่าวว่า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชเปิดดำเนินการมากว่า 30 ปี มีพื้นที่ประมาณ 580 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่หลุมฝังกลบขยะ แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เร่งฟื้นฟูพื้นที่ด้วยการปลูกต้นไม้กว่า 48,000 ต้น เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเป็นกองขยะให้กลายเป็นผืนป่า ซึ่งปัจจุบันต้นไม้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาเส้นทางวิ่งเทรลเพื่อเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในอนาคต

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังนำต้นไม้ที่ล้อมย้ายจากโครงการก่อสร้างต่างๆ มาปลูกในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรักษาต้นไม้ของกรุงเทพฯ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดย นายชัชชาติ ยังย้ำด้วยว่า “ต้นไม้เป็นสมบัติของเมือง”

Advertisement

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเริ่มพบความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนกและสัตว์ป่าหลายชนิดกลับคืนสู่พื้นที่ สะท้อนการฟื้นตัวของระบบนิเวศภายหลังการฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายพรพรหม ณ.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัญหากลิ่นในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากโรงหมักปุ๋ยขนาด 600 ตัน และ 1,000 ตัน ซึ่งเป็นระบบเก่าที่ใช้กระบวนการหมักและก่อให้เกิดกลิ่น โดยโรงหมักขนาด 600 ตันจะสิ้นสุดสัญญาปลายปี 2569 ส่วนโรงหมักขนาด 1,000 ตันจะสิ้นสุดสัญญาในเดือนมิถุนายน 2570 หลังจากนั้น กรุงเทพมหานครจะปรับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม

ในส่วนของการกำกับดูแลโรงหมักทั้ง 2 โรง ได้มีการตรวจติดตามผู้รับจ้างอย่างใกล้ชิด ทั้งการติดตั้งเครื่องตรวจวัดกลิ่น (e-Nose) กล้องวงจรปิด การปรับปรุงให้เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันกลิ่นรั่วไหล และการตรวจสอบการกำจัดขยะทุกวัน แม้สัญญาเดิมจะกำหนดให้กำจัดขยะแบบวันต่อวัน เพื่อไม่ให้มีขยะตกค้าง แต่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับปัญหากลิ่นไว้โดยตรง อย่างไรก็ตาม หากพบการกำจัดขยะไม่เป็นไปตามสัญญา กรุงเทพมหานครจะดำเนินการปรับผู้รับจ้าง และสั่งให้แก้ไขทันที

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครจะมีเตาเผาขยะขนาด 1,000 ตัน เพื่อผลิตพลังงานสะอาด และมีโรงที่นำขยะไปหมักเป็นก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าของกรุงเทพธนาคม รวมถึงยังมีสถานีขนถ่ายที่นำขยะใส่รถขนาดใหญ่เพื่อนำไปกำจัด ซึ่งได้ปรับให้เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันกลิ่น และมีโรงบำบัดน้ำเสียจากขยะโดยเฉพาะด้วย

“ยอมรับว่ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหากลิ่นได้ทั้งหมด แต่ปลายปี 2569 จะหมดสัญญา 1 โรง และอีกโรงจะหมดสัญญาในช่วงกลางปี 2570 โดยกรุงเทพมหานครได้กำกับติดตามอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

สำหรับ ปัญหากลิ่นนั้น ขึ้นอยู่กับทิศทางลมด้วย โดยช่วงฤดูหนาวลมจะพัดมาจากด้านตะวันออก ส่งผลให้กลิ่นกระจายไปยังพื้นที่แถวเฉลิมพระเกียรติและพัฒนาการ ส่วนช่วงนี้เป็นช่วงลมทะเลหรือลมฝน ลมจะพัดมาจากด้านใต้ ส่งผลให้กลิ่นกระจายไปยังพื้นที่ด้านเหนือ บริเวณอ่อนนุชเลขคี่ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการติดตั้งระบบ e-Nose เพื่อตรวจวัดและติดตามปัญหากลิ่นแบบเรียลไทม์

นายพรพรหม อธิบายว่า e-Nose เป็นเครื่องที่คล้ายเครื่องตรวจวัดฝุ่น แต่ใช้สำหรับตรวจวัดกลิ่น โดยจะรายงานผลทุกวัน แสดงผลเป็นหน่วย Dilution to Threshold (D/T) ซึ่งจากการติดตามผลพบว่า ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 0–3 D/T ส่วนวันที่มีกลิ่นรุนแรงจะอยู่ประมาณ 5 D/T และยังไม่เคยเกินค่ามาตรฐานที่ 9 D/T

ด้าน นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครเตรียมเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดกลิ่นจากระบบ e-Nose ให้ประชาชนติดตามได้แบบออนไลน์ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมติดตามสถานการณ์ได้

ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่ในระยะต่อไป กรุงเทพมหานคร มีแผนพัฒนาศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชเป็น Green Eco Park (GEP) โดยจัดสรรพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่สีเขียว และอีกครึ่งหนึ่งเป็นระบบจัดการขยะแบบปิด เพิ่มระบบกำจัดขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และมุ่งพัฒนาให้เป็นต้นแบบที่สามารถรองรับการศึกษาดูงานจากนานาชาติได้

“กรุงเทพมหานครยังคงรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากประชาชน พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาภายใต้กรอบของกฎหมายและสัญญาที่มีอยู่ ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะและพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครในอนาคต พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมปลูกต้นไม้ตามโครงการปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดความร้อนให้กับเมือง” นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย