‘ชัชชาติ’ คุยชาวบ้าน รับยังมีกลิ่นโรงขยะอ่อนนุช – อนาคต ชวนวิ่งเทรลบนกองขยะ – ทำ Green Eco Park ให้ทั่วโลกต้องมาดูงาน ด้าน ‘พรพรหม’ ลั่น พร้อมทำงาน 24 ชม.
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 10.23 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไลฟ์ผ่านเพจ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซอยอ่อนนุช 86 พร้อมตรวจความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ การแก้ไขปัญหากลิ่น และแนวทางยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์จัดการขยะและพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร
โดยก่อนเดินทางไปยังพื้นที่ได้แวะร้าน ‘ป้าลิ้ม ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา’ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เพื่อสอบถามผู้ประกอบการและประชาชนถึงสถานการณ์กลิ่นจากโรงขยะ
ป้าลิ้ม เจ้าของร้าน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังมีกลิ่นเป็นบางวัน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน และมักเกิดในช่วงเช้ามืด ส่วนช่วงกลางวันแทบไม่มีกลิ่น
นายชัชชาติ กล่าวว่า อาจส่งกลิ่นเช้ามืด เพราะเอาขยะมาลง บางครั้งอาจจะมีเรื่องฝน เรื่องทิศทางลม พร้อมกล่าวว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่โดยตรง เพราะเป็นประเด็นสำคัญ และเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากปีหน้าศูนย์กำจัดมูลฝอยจะปรับเปลี่ยนเป็นระบบปิดทั้งหมด
จากนั้น นายชัชชาติได้สอบถามลูกเขยของป้าลิ้ม ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันได้กลิ่นนาน ๆ ครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และขึ้นอยู่กับทิศทางลม
ขณะเดียวกัน ประชาชนที่มารับประทานก๋วยเตี๋ยวภายในร้านรายหนึ่ง กล่าวว่า บริเวณพัฒนาการ 87 ซึ่งอยู่ใต้ทิศทางลม ยังคงได้รับผลกระทบจากกลิ่นในช่วงฝนตก รวมถึงบางช่วงของฤดูหนาวและฤดูฝน พร้อมยืนยันว่า “กลิ่นยังแรงอยู่”

นายชัชชาติ กล่าวตอบว่า อาจยังมีกลิ่นในบางวัน แต่เมื่อมีการปรับระบบเป็นระบบปิดในปีหน้า สถานการณ์น่าจะดีขึ้น พร้อมย้ำว่าต้องลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านให้เยอะๆ เพื่อติดตามว่าปัญหากลิ่นเกิดขึ้นในช่วงใด
หลังจากนั้น เดินทางไปยังโรงขยะอ่อนนุช พร้อมนายพรพรหม ณ.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า โรงขยะอ่อนนุช อยู่ที่อ่อนนุช 86 เปิดดำเนินการมานานกว่า 30 ปี บนพื้นที่ประมาณ 580 ไร่ แต่ก่อนเป็นจุดที่เอาขยะมาทิ้ง และฝั่งกลบตรงนี้ โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2565 คือการฟื้นฟูพื้นที่ฝังกลบขยะให้เป็นพื้นที่สีเขียว ผ่านการปลูกต้นไม้แล้วกว่า 48,000 ต้น ต่อไปจะเปิดให้วิ่งเทรล คนก็เตรียมทางไว้ ต้นไม้ก็เติบโตขึ้น ซึ่งยังมีกลิ่นอยู่ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาไป
“ต้นที่มาสมัยแรกยังอยู่ ต้นสารภีทะเล แต่ดูแลไม่ค่อยดี ทำไมมันแคระแกร็น แต่ทำไมใบมันไหม้ๆ แต่ยังโอเค ปลูกไว้เมื่อ 1 พฤษจิกายน 2565 ร่วมกับ GC อีกต้น CEOของGC ตอนนี้เป็นCEOของปตท.แล้ว ผลบุญของการปลูกต้นไม้ แต่ก่อนต้นเล็กๆตอนนี้โตแล้ว นี่คือสวนป่าที่ทำ จะเห็นว่าต้นไม้ที่เราทำไว้ 4 ปีมันกลายเป็นป่า 4 ปีที่แล้วยังเป็นขยะอยู่ เดี๋ยวจะเป็นทางวิ่งเทรล ออกกำลังกายกลางสวนป่ากัน แต่ก่อนจะเป็นลำธารน้ำเน่าๆ ฟองฟอด ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหายังมีอยู่” นายชัชชาติ กล่าว พร้อมกับกล่าวว่า ต้นไม้หลายต้นเป็นต้นไม้ที่ล้อมมา เวลามีก่อสร้างโครงการในกรุงเทพ ถ้าต้นไม้ไหนที่ต้องล้อม ก็ล้อมมาไว้ที่นี่ ไม่ได้ตัดทิ้ง เพราะบอกตลอดว่าต้นไม้เป็นสมบัติของเมือง

นายพรพรหม กล่าวว่า วันนี้มาตรวจที่โรงขยะอ่อนนุช ที่จะตรวจคือเป็นโรงหมักปุ๋ย มี 600 ตัน กับ 1 พัน ตันที่อาจจะมีคนมองว่าส่งกลิ่นเหม็น เพราะมีการหมักในพื้นที่ โรงแรกจะหมดสัญญาปลายปีนี้ และโรงที่ 2 หนึ่งพันตันก็จะหมด ปี 70 ปีหน้า เดี๋ยวโซนนั้นจะเปลี่ยนเป็นป่าคล้ายๆแบบนี้ อีก150 ไร่ รวมแปลงนี้จะเป็น 200 กว่าไร่
นายชัชชาติ เสริมว่า นั่นคือรูปแบบเก่า จริงๆแล้วสมัยก่อน ปุ๋ยเขามาหมักเพื่อทำปุ๋ย การหมักก็ต้องมีกลิ่น แต่สมัยนี้ไม่มี
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า บางคนถามว่าเราไม่เข้มงวดเหรอทำไมยังส่งกลิ่นเหม็น และทำไมไม่ยกเลิกสัญญา
นายพรพรหม ตอบว่า เราเข้มงวด มีตรวจรับจ้างต่างๆ และมีขอให้เขาทำนอกเหนือจาก TOR เช่นการติดเครื่องตรวจวัดกลิ่น หรือว่า e-nose แต่ละโรงมีประมาณ 3 เครื่องที่ตรวจ มีการติดตั้ง cctv และมีการทำประตูที่กั้นให้ไม่มีกลิ่นออก
“จริงๆก็พยายามตรวจให้เข้มงวด แต่สัญญามันจะระบุเรื่องของการกำจัดขยะ เป็นหลัก การเอาขยะมากองไว้ไม่กำจัดวันต่อวัน นี่จะเป็นเรื่องของเงื่อนไขสัญญาเป็นหลัก จะไม่มีเรื่องของคำว่ากลิ่น เวลานั้นจะกังวลเรื่องนี้ ตรวจตลอดทุกวันว่าที่มีขยะสดเข้ามา มีการกำจัดหมดไหม มีช่วงหนึ่งที่เขากำจัดไม่หมด เราก็เข้าไปปรับทันที หลังจากนั้นก็ทำได้ดี” นายพรพรหม กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า แต่กลิ่นเหม็นก็ยังมีอยู่ จาก 2 โรงนี้ เดี๋ยวคิดว่าสถานการณ์ ปีนี้ก็จะหมดไป 1 โรง และกลางปีหน้าก็จะหมด
นายพรพรหม กล่าวว่า ส่วนที่เหลือจะมีเตาเผาขยะ ที่ผลิตพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นมา 1 พันตัน จะมีโรงเอาขยะไปหมักเป็นก๊าซ เพื่อผลิตไฟฟ้า และจะมีสถานีขนถ่าย เอาขยะส่งใส่รถใหญ่เพื่อเอาไปทิ้ง ซึ่งสัดส่วนจะลดลงทุกวันๆ แต่เมื่อก่อนเราเข้ามาในโรงขนถ่าย จะเห็นเป็นกองขยะที่มีคนมาขุ้ย เอาไปปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ตอนนี้มีรถขยะที่เก็บตามบ้านจะขึ้นไปชั้นสองและเทขยะ ลงใส่ช่องและรถใหญ่ จะรออยู่ด้านล่าง พอขยะลงไป จะปิดแล้วออกไปเลย และน้ำเสียทั้งหมด ก็จะถูกรวบรวม ที่นี่จะมีโรงบำบัดน้ำเสียเฉพาะ
ในส่วนเรื่องกลิ่น นายพรพรหม อธิบายว่า หน้าหนาวจะคล้ายๆ ลมฝุ่นคือจะมาจากภาคตะวันออก ส่วนช่วงนี้ก็จะเป็นลมทะเล ลมฝนก็จะมาจากใต้
นายชัชชาติ เสริมว่า เพราะฉะนั้นลมใต้ก็จะไปเหม็นด้านเหนือ แถวอ่อนนุช เลขคี่ เพราะว่าลมพัดจากกองขยะขึ้นไป ซึ่งจะมีกลิ่นบ้างส่วน หน้าหนาวจะเหม็นด้านล่าง แถวเฉลิมพระเกียรติ์ แถวพัฒนาการ เพราะมันจะห่างขยะออกไป และความชื่นก็จะทำให้มีกลิ่นขยะมากขึ้น
นายพรพรหม กล่าวต่อถึงระบบ อีโนส e-Nose เป็นเครื่องที่คล้ายเครื่องตรวจวัดฝุ่น แต่ใช้สำหรับตรวจวัดกลิ่น โดยจะรายงานผลทุกวัน แสดงผลเป็นหน่วย Dilution to Threshold (D/T) ซึ่งจากการติดตามผลพบว่า ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 0–3 D/T ส่วนวันที่มีกลิ่นรุนแรงจะอยู่ประมาณ 5 D/T และยังไม่เคยเกินค่ามาตรฐานที่ 9 D/T
นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเตรียมเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดกลิ่นจากระบบ e-Nose ให้ประชาชนติดตามได้แบบออนไลน์ภายในสัปดาห์หน้า จะได้ช่วยกัน
“เราต้องยอมรับว่ามันยังมีกลิ่นอยู่ เราไม่ได้บอกว่ามันแก้หมด แต่ก็ต้องพยายาม และสถานการณ์น่าจะดีขึ้นบางอย่าง บางอย่างมันเป็นที่สัญญามานานแล้ว และการยกเลิกสัญญาเองมันอาจจะมีความเสียหาย” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า พร้อมรับฟังทุกเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหากลิ่นของศูนย์กำจัดมูลฝอย โดยย้ำว่าคำติชมเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปปรับปรุงการทำงาน
“ประชาชนเขาด่ามา เราก็ต้องไปฟัง มีอะไรติก็บอกมาได้เลย ชมไม่เป็นไร แต่ติเอามาก่อน” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การฟื้นฟูพื้นที่ด้วยการปลูกต้นไม้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นผล
“ถ้าไม่เริ่มลงมือปลูก มันก็จะไม่มีป่าขึ้นมา ปลูกไว้แล้วธรรมชาติมันดูตัวเองค่อนข้างดี เข้ามาในป่าก็ไม่ค่อยมีกลิ่น เพราะเหมือนต้นไม้มันก็ช่วยกรอง ต่อไปไม่ต้องวิ่งสวนเบญจกิติแล้ว มาวิ่งเทรลที่กองขยะ” นายชัชชาติ กล่าว พร้อมกันนี้ทีมงานได้เปิดรูปสัตว์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสวนป่า พร้อมเปิดภาพเปรียบเทียบก่อนปลูกต้นไม้
นายชัชชาติ กล่าวว่า ให้เทวดาเลี้ยง ธรรมชาติเลี้ยง เพราะฉะนั้นปีนี้เราจะมีโครงการปลูกอีก 2 ล้านต้น ปลูกคนละ 10 ต้น ปลูกต้นไม้ยืนต้นล้านหนึ่ง ปลูก ต้นไม้ล้มลุก ต้นเป็นพุ่มอีก 1 ล้าน
“ใครมีที่ปลูกต้นยืนต้นก็ช่วยกันปลูก ถ้าปลูกคนละ 10ต้น คนกรุงเทพมี 5 ล้านคน ก็ 50 ล้าน รับรองกรุงเทพเขียวไม่ร้อนเลย เขียวยิ่งกว่าสิงคโปร์อีก ช่วยกันคนละไม้คนละมือ” นายชัชชาติ กล่าว

ช่วงท้ายการลงพื้นที่ นายชัชชาติกล่าวกับนายพรพรหม ว่า “ตื่นเต้นไหมท่านรอง สัญญากับประชาชนแล้ว ห้ามหยุด 4 ปี” ก่อนที่นายพรพรหมจะตอบว่า พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ “24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด”
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ให้ประชาชนเป็นพยาน ถือว่าคือ ดิจิทัลฟุตพรินต์
“เราพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ เพราะเดี๋ยวผมก็ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเอาคนรุ่นใหม่มา เพราะฉะนั้นทีมเราก็จะมีคนรุ่นใหม่มาก ขอบคุณสำหรับทุกคำติ เราก็พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลต่อพี่น้องประชาชน เราต้องทำทุกอย่างตามกรอบ พยายามเร่งดำเนินการ แต่เห็นการพัฒนามี่ดีขึ้น และต้องจัดการเรื่องผู้ลุกล้ำที่อยู่ในพื้นที่ เยอะเหมือนกัน และปรับตรงนี้ให้เป็น Green Eco Park ต่อไปทั่วโลกต้องมาดูงานที่เรา” นายชัชชาติ กล่าว





