เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พล.ท.นพ.ถนอม สุภาพร นายกสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ปัจจุบันการแพทย์ของไทยจะสามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ แต่ปัญหา คือ จำเป็นต้องมีอวัยวะจากผู้บริจาคด้วย ซึ่งมาจาก 1. ผู้บริจาคที่มีชีวิต อย่างไต มี 2 ข้าง ก็สามารถบริจาคได้ข้างหนึ่ง แต่ก็ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ว่าสามารถทำได้ด้วย ซึ่งกรณีนี้ต้องระวังเพราะเสี่ยงต่อการซื้อขายอวัยวะ ดังนั้น จึงมีเกณฑ์ในเรื่องต้องเป็นญาติ เป็นพี่น้องที่พิสูจน์ได้ทางพันธุกรรม และ คู่สมรสที่พิสูจน์ได้ว่าอยู่กินกันมานานไม่ต่ำกว่า 3 ปี หรือมีบุตรร่วมกัน หากตรงเงื่อนไขก็บริจาคได้ และ2. การบริจาคจากผู้เสียชีวิตภาวะสมองตาย ซึ่งก็จะมีการตรวจยืนยัน โดยจะมีการขอบริจาคจากญาติ หรือผู้เสียชีวิตได้แสดงความจำนงไว้ก่อน
พล.ท.นพ.ถนอม กล่าวว่า จากการสนับสนุนจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สนับสนุนเรื่องนี้ออกนโยบายในการเชิญชวนบริจาคอวัยวะ และให้ทางรพ.แต่ละแห่งทำการขอรับบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิตจากญาติ โดยตั้งเป้าว่าหากมีผู้เสียชีวิต 100 รายต้องหาผู้สมองตายที่สามารถบริจาคอวัยวะได้ 1 คน ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-30 เมษายน มียอดผู้บริจาคอวัยวะ 161 อวัยวะ เป็นไต 132 ราย ตับ 23 ราย และหัวใจ 6 ราย
“ 2 ปีที่ผ่านมามีคนบริจาคอวัยวะคิดเป็น 3-4 รายต่อประชากรล้านคน ขณะที่ในต่างประเทศจะมีประมาณ 30-50 รายต่อประชากรล้านคน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปีนี้ไทยน่าจะเพิ่มเป็น 10 รายต่อประชากรล้านคน ถึงแม้ไทยจะมีการบริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังน้อยและยังต้องการอีกมาก เนื่องจากยังมีคนรอบริจาคอวัยวะอีกว่า 5,000 คน แต่ที่ได้รับอวัยวะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีเพียง 161 คนเท่านั้น ซึ่งยังมีคนรอรับการต่อชีวิตอยู่ แต่ที่น่าเสียใจคือ มีอีกหลายคนที่รอไม่ไหว เสียชีวิตแล้วก็มี จึงถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องมีการดำเนินการดึงคนมาบริจาคมากขึ้น” พล.ท.นพ.ถนอม กล่าว และว่า ส่วนเรื่องของความเชื่อที่กลัวว่า บริจาคอวัยวะแล้ว เกิดมาชาติหน้าจะไม่มีอวัยวะนั้น เป็นเรื่องของความเชื่อ แต่ขอยกตัวอย่างว่า หากปวดไส้ติ่งมากๆ และหมอต้องผ่าตัดทิ้งไป ชาติหน้าเราจะไม่มีไส้ติ่งหรืออย่างไร เช่นเดียวกับการปวดฟันแล้วถอนฟันก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น มองในสิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตคนได้น่าจะดีกว่า

