เปิดปฐมเหตุ แก้ ‘กม.บัตรทอง’ž หนทางที่ไม่ง่าย

13.06.17 | 13:50 น.

หลังจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพวอล์กเอาต์จากเวทีประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่….) พ.ศ. …. หรือกฎหมายบัตรทอง ที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และคาดการณ์ว่าอีก 2 เวทีที่เหลือ คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 17 มิถุนายน และภาคกลาง วันที่ 18 มิถุนายนนี้ ก็คงไม่ต่างกัน…

การวอล์กเอาต์ดังกล่าว เอ็นจีโอกลุ่มนี้ยืนยันว่าเป็นเพราะมีการแก้กฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ ส่งผลต่อประชาชน ทั้งการแก้กฎหมายที่เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ผู้ให้บริการมากกว่าผู้รับบริการ จึงกังวลว่าในอนาคตการพิจารณาสิทธิประโยชน์ใดๆ จะส่งผลต่อประชาชน เพราะอาจเพิ่มไม่ได้ เนื่องจากโรงพยาบาล ในฐานะผู้ให้บริการจะมองเรื่องต้นทุนต่างๆ

รวมไปถึงการแก้กฎหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทำหน้าที่แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการจัดซื้อยาจำเป็น วัคซีน รวมทั้งให้โรงพยาบาลใช้งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคโดยตรง เป็นต้น

หากพิจารณาแล้ว หลายคนมีคำถามว่า แล้วการแก้กฎหมายครั้งนี้กระทบต่อประชาชนอย่างไร เพราะจากข้อท้วงติงดูเหมือนเป็นข้อกังวลที่เพียงแค่อาจจะเกิดในอนาคตเท่านั้น

แต่ในทางกลับกัน คนที่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายก็มองว่าจะไม่กระทบกับประชาชนเลย แต่เป็นการแก้ปัญหาที่สะสมมายาวนาน ทั้งเรื่องแนวทางปฏิบัติของโรงพยาบาลที่ทำไม่ได้ เพราะระเบียบของ สปสช.ไม่เอื้อ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข

Advertisement

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เคยทักท้วงการทำงานของ สปสช.จนเป็นข่าวโด่งดัง นำไปสู่จุดที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกคำสั่งมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาปลดล็อกให้ทำงานได้เป็นการชั่วคราว

เพื่อให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า การแก้กฎหมายบัตรทองมีที่มาอย่างไร รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (TRC-HS) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา พบปัญหาข้อติดขัดในการปฏิบัติงานของ สปสช. และโรงพยาบาลในสังกัด สธ.ในเรื่องการใช้เงินในระบบบัตรทอง ทำให้ต้องแก้ไข

แม้ที่ผ่านมา จะมีคำสั่งมาตรา 44 มาปลดล็อกปัญหาให้ดำเนินการได้ แต่ก็เป็นมาตรการชั่วคราว เพราะ พ.ร.บ.ไม่ได้มีการปรับแก้

ดังนั้น หากมีนโยบายใหม่ๆ ของ สปสช.ออกมาก็อาจจะทำไม่ได้อีก

จากปัญหาดังกล่าว สธ.และ สปสช.จึงเห็นว่าควรแก้กฎหมายบัตรทอง โดยมีประเด็นจากข้อทักท้วงของ คตร.เป็นหลัก

การแก้กฎหมายจึงเริ่มต้นจากโจทย์ดังกล่าว

เมื่อกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายฯมาพิจารณาก็พบว่าสิ่งที่ คตร.ทักท้วงมานั้น บางอย่างมาจากกฎหมาย บางอย่างเกิดจากความไม่เข้าใจในการใช้กฎหมายเดิม จึงมีการพิจารณาเป็นลำดับเป็นข้อๆ

จนในที่สุดก็เกิดเป็นประเด็นในการแก้ไขขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่ากรรรมการพิจารณาแล้วจะต้องแก้ไขตามนั้น เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ จึงมีการเปิดระดมความคิดเห็นประชาพิจารณ์ขึ้น

ในประเด็นการจัดซื้อยานั้น หลายฝ่ายก็เป็นห่วง เพราะการจัดซื้อยาเป็นกลุ่ม จะสามารถต่อรองราคายาได้ ที่ผ่านมา มี สปสช.เป็นกลไกหลักในการดำเนินการ แต่เมื่อ คตร.ทักท้วงมาก็ต้องพิจารณาปรับแก้

ส่วนที่บอกว่าเพราะอะไรถึงไม่แก้ไขให้ สปสช.ดำเนินการได้ ก็เป็นอีกมุมมองที่เราจะนำไปรวบรวมเป็นประเด็นจากการประชาพิจารณ์ เพียงแต่ร่างกฎหมายที่เสนอไปนั้น มีมุมมองว่าหาก สปสช.จัดซื้อยากลุ่มเฉพาะนี้ต่อไป ในอนาคตจะเพิ่มการซื้อเวชภัณฑ์อื่นๆ ด้วยหรือไม่ และยังมีประเด็นว่าจะเป็นการผูกขาดหรือไม่ การให้ สธ.ดำเนินการ หากทำไม่ดีก็ปรับแก้ได้อีก อย่าลืมว่าประเทศไทยอยู่ในยุคปฏิรูป หากต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชนย่อมทำได้Ž รศ.นพ.จิรุตม์แจกแจง

ส่วนกรณีที่ภาคประชาชนคัดค้านการแก้กฎหมายที่เพิ่มสัดส่วนของผู้ให้บริการหรือหน่วยบริการไว้ในกรรมการ สปสช.จะส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิประโยชน์ในอนาคตนั้น รศ.นพ.จิรุตม์ชี้แจงว่า คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่เชิงบริหาร ไม่ใช่สภา ซึ่งคนละแบบ ต้องไปดูหน้าที่ การเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการนั้น มาจากการพิจารณาเรื่องการตีความการให้บริการ การตั้งราคา ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการที่ไม่มีผู้แทน คนที่รู้เรื่องนี้ก็เกิดปัญหาเรื่องอัตราราคาต่างๆ การคำนวณต้นทุนจริงกับมาตรฐานการให้บริการ จึงเกิดปัญหาจัดงบไม่พอกับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น

รศ.นพ.จิรุตม์ยังไขข้อข้องใจที่ภาคประชาชนกังวลว่าการเพิ่มสัดส่วนกรรมการเช่นนี้จะมีผลให้ไม่มีสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ในอนาคตว่า อยู่ที่ว่าการมองสิทธิประโยชน์ผูกกับวิธีพิจารณาของ สปสช. หรือมองที่งบประมาณจากรัฐบาล เพราะหากผูกกับ สปสช. มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่งบประมาณได้เท่าเดิม ต้องถามกลับว่า จะไปเพิ่มอย่างไร

เข้าใจดีว่า ทั้ง สปสช.ทั้งโรงพยาบาลหรือ สธ.นั้น ต่างคิดถึงประชาชนทั้งหมด

อย่างโรงพยาบาลก็คิดถึง ไม่เช่นนั้นจะไม่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือปัญหาทางการเงินแน่นอน เนื่องจากเมื่อ สปสช.เพิ่มสิทธิประโยชน์ แต่งบบัตรทองไม่เพิ่ม โรงพยาบาลก็ต้องใช้เงินสะสมของโรงพยาบาล หรือที่เรียกว่า เงินบำรุงŽ มาใช้ พอไม่พอก็ต้องค้างจ่ายค่ายา ค้างจ่ายค่าตอบแทน กลายเป็นปัญหาตามมา แต่ไม่ได้หมายความว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้จะไปลดสิทธิประโยชน์ของประชาชน ทุกอย่างเหมือนเดิม และเมื่อมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ก็ต้องให้สมดุลทุกฝ่าย

เราไม่อยากให้เกิดกรณีว่า สปสช.ไปเพิ่มสิทธิประโยชน์มากมาย แต่งบประมาณมีจำกัด สุดท้ายโรงพยาบาลไม่มีเงิน ให้บริการไม่ได้ ก็จะกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เราควรทำอะไรบนพื้นฐานความเป็นจริง แต่ยึดหลักการประชาชนต้องไม่เสียสิทธิประโยชน์จากเดิมที่เคยได้รับŽ รศ.นพ.จิรุตม์ยืนยัน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์จากการแก้ พ.ร.บ.นี้ ที่เห็นชัดๆ คือ เดิม คตร.ทักท้วงห้ามจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการบริการทางการแพทย์ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการช่วยเหลือเบื้องต้นทั้งผู้รับบริการ (ผู้ป่วย) และผู้ให้บริการ

ส่วนเรื่องการร่วมจ่ายนั้น ไม่มีการแก้ไข เนื่องจาก พ.ร.บ.เดิมมีระบุอยู่แล้วว่าการร่วมจ่ายให้เป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้ไปแตะต้องส่วนข้อกังวลที่เอ็นจีโอทักท้วง มีการวอล์กเอาต์นั้น ก็ต้องติดตามพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงกันต่อไปŽ รศ.นพ.จิรุตม์สรุป

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการแก้กฎหมายบัตรทองนี้ ไม่ง่ายเลย