หน้าแรก ในประเทศ รถเมล์เกินครึ...

รถเมล์เกินครึ่งควันดำ! เฮ้ง สั่งตรวจเข้มทุกอู่ ห้ามปล่อยควันดำ กำชับบังคับใช้กม.จริงจัง

13.07.26 | 15:52 น.

รมว.สุชาติ สั่งตรวจเข้มรถเมล์ทุกอู่ห้ามปล่อยควันดำ หลังสุ่มตรวจพบเกินมาตรฐานกว่า 58% กำชับบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ปกป้องสุขภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) บูรณาการร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเข้มรถโดยสารประจำทางทุกอู่ หลังผลการสุ่มตรวจรถโดยสาร 3 อู่ รวม 36 คัน พบรถปล่อยควันดำเกินมาตรฐานถึง 21 คัน หรือร้อยละ 58 พร้อมกำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายกับรถทุกคันที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และเร่งปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์โดยไม่ต้องรอเข้าสู่ฤดูฝุ่น

นายสุชาติ เปิดเผยว่า ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า จากกรณีที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ขอให้ตรวจสอบรถโดยสารประจำทางสาย 26 สาย 191 และสาย 510 ที่มีการปล่อยควันดำสร้างผลกระทบต่อประชาชน คพ. จึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและกองบังคับการตำรวจจราจร ลงพื้นที่ตรวจสอบระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้แทนคณะกรรมาธิการการคมนาคมร่วมสังเกตการณ์

ผลการตรวจพบว่า อู่มีนบุรี สุ่มตรวจ 16 คัน พบควันดำเกินมาตรฐาน 8 คัน อู่สวนสยาม สุ่มตรวจ 14 คัน พบเกินมาตรฐาน 12 คัน และอู่ธรรมศาสตร์ สุ่มตรวจ 6 คัน พบเกินมาตรฐาน 1 คัน รวมทั้งสิ้น 21 คันจาก 36 คัน หรือร้อยละ 58 ขณะที่รถโดยสารสาย 510 หมายเลขตัวถัง 1-40194 ซึ่งถูกร้องเรียน ตรวจพบว่าค่าควันดำเป็นไปตามมาตรฐาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ำว่า การควบคุมควันดำจากรถยนต์ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 พร้อมกำชับให้อู่รถทั้งภาครัฐและเอกชนบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ และส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ปรับพฤติกรรมการขับรถ ลดการลากเกียร์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดควันดำ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

Advertisement

ทั้งนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีแผนทยอยนำรถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน มาแทนรถโดยสารธรรมดา โดยจะนำร่อง 500 คันแรกภายในเดือนมีนาคม 2570 และครบทั้ง 1,520 คันภายในเดือนพฤษภาคม 2570 เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน