หน้าแรก ในประเทศ พม. เดินหน้า ...

พม. เดินหน้า ‘ภาครัฐดิจิทัล’ ยกระดับ Big Data ช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

13.07.26 | 16:28 น.

พม. เดินหน้า ‘ภาครัฐดิจิทัล’ ยกระดับ Big Data เชื่อมข้อมูล 46 หน่วยงาน ช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” เพื่อพัฒนาคลังข้อมูลด้านสังคมให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยการทำความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อนการบูรณาการจัดทำฐานข้อมูลของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

รวมทั้งนำเสนอแนวทาง วิธีการ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมี นางวนิดา สมานมิตร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) กลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจและองค์ความรู้ และ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องราชาบอลรูม 1 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาครัฐดิจิทัลและการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการและการให้บริการประชาชน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาสังคม มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มคนเปราะบาง และสวัสดิการสังคมให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

ซึ่งได้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มุ่งเน้นการ “เติมสิทธิเต็ม 100 (Full Welfare Access)” ด้วยการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประสบปัญหาทางสังคม สามารถเข้าถึงบริการและสิทธิสวัสดิการของรัฐได้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยระบบเทคโนโลยี

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (สป.พม.) ได้ดำเนินโครงการยกระดับการบูรณาการข้อมูลเพื่อการพัฒนาสังคมฯ ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาคลังข้อมูลด้านสังคม ให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาครัฐจำนวน 46 หน่วยงาน 15 กระทรวง ครอบคลุมข้อมูลสำคัญกว่า 100 ชุดข้อมูล ใน 5 มิติ ได้แก่ 1) รายได้ 2) การมีงานทำ 3) การศึกษา 4) สุขภาพ และ 5) สวัสดิการสังคม

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมุ่งพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ พร้อมยกระดับการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อแสดงถึงความพร้อม และการให้ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง คนพิการ และผู้สูงอายุ กับทุกหน่วยงานได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความมั่นคงปลอดภัย

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบข้อมูลครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ ให้สามารถใช้ Big Data และ AI พลิกโฉมสวัสดิการไทยจาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก” เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำและไร้รอยต่อ อีกทั้งช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารและตัดสินใจในการวางนโยบายด้านสังคม, ติดตามสถานการณ์ทางสังคม, คาดการณ์แนวโน้มของปัญหา และวางแผนการดำเนินงานเชิงรุกร่วมกันได้

นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึง บริการ สิทธิสวัสดิการ และความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ครบถ้วน เป็นธรรม และไม่ตกหล่น จากระบบการดูแลของรัฐ นำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มั่นคง เท่าเทียม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ กระทรวง พม. ให้ความสำคัญต่อการกำกับดูแลข้อมูลที่ดี การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ หน่วยงานผู้ให้ข้อมูลและประชาชน ทำให้การใช้ข้อมูลเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญ โครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับการพัฒนาฐานข้อมูลด้านสังคมของประเทศ บูรณาการข้อมูลเพื่อสิทธิประชาชน (ONE DATA : ALL RIGHTS) และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างแท้จริง

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการบูรณาการฐานข้อมูล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลด้านการพัฒนาสังคมของประเทศ เพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ด้วยการดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมที่ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น