แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ เหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ เผยอาการยังวิกฤต ไร้ผู้แทนร้านติดต่อเยียวยา ขณะที่ พี่สาวเจ้าของร้าน เตรียมเข้าพบตำรวจวันนี้
กรณีเกิดเหตุโศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เขตจตุจักร กทม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 29 ราย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ขณะที่ฝ่ายโยธา เขตจตุจักร ได้สั่งปิดอาคารเป็นเวลา 30 วัน เพื่อความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ สน.พหลโยธิน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าคดี “ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 17 ปาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุม โดยรอง ผบช.น.จะออกมาให้รายละเอียดอีกครั้งภายหลังประชุมเสร็จสิ้น
ขณะที่มีรายงานว่า “พี่สาวเจ้าของร้าน” จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องจากตัวเจ้าของร้านขณะนี้ยังคงมีอาการบาดเจ็บสาหัส และยังรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู ตำรวจจึงเชิญพี่สาวเจ้าของร้านเข้ามาซักถามถึงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านดังกล่าว ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ด้าน น.ส.ประภารักษ์ (สงวนนามสกุล) แฟนสาวของนายภานุวัฒน์ (สงวนนามสกุล) ซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เดินทางมา สน.พหลโยธิน เพื่อติดต่อขอรับทรัพย์สินและรถยนต์ของแฟนที่จอดไว้บริเวณหลังร้าน หลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถไม่ได้รับความเสียหาย แต่กุญแจรถอาจสูญหายอยู่ภายในร้านหรืออยู่กับพนักงานสอบสวน
น.ส.ประภารักษ์เปิดเผยว่า แฟนของตนทำงานเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำร้านมาประมาณ 3 ปี โดยทำงานประจำที่ร้าน ไม่มีวันหยุด ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยรับเงินจากแคชเชียร์หลังเลิกงานทุกวัน และไม่มีสวัสดิการหรือประกันสังคม โดยใช้สิทธิบัตรทองเพียงอย่างเดียว ซึ่งแฟนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเพลิงไหม้ โดยแพทย์ระบุว่ามีแผลไฟไหม้ประมาณร้อยละ 60 ของร่างกาย และสูดดมควันเข้าไปเป็นจำนวนมาก จนเกิดภาวะไตวาย รวมทั้งบริเวณท้องเป็นแผลใหญ่ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของการโดนแรงระเบิดหรือไม่ เนื่องจากแฟนกระเด็นออกมาข้างนอก ซึ่งขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อ รู้สึกตัวแต่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

น.ส.ประภารักษ์ระบุว่า ขณะนี้แฟนรักษาตัวตามสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP) และได้รับแจ้งว่าเมื่อครบ 72 ชั่วโมง หรือในวันพรุ่งนี้ อาจต้องย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามสิทธิบัตรทองในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นภูมิลำเนา แต่ครอบครัวไม่สะดวกเดินทางและกังวลอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤต จึงเตรียมเข้าหารือกับโรงพยาบาล เพื่อขอเปลี่ยนสิทธิการรักษาจากจังหวัดลพบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานคร พร้อมขอให้แพทย์พิจารณารักษาต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นระยะอันตราย
น.ส.ประภารักษ์กล่าวว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในช่วงที่อาการยังไม่คงที่ อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่สามารถรักษาต่อภายใต้สิทธิเดิมได้ พร้อมยอมรับว่าครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย และไม่มีกำลังรับภาระค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก
แฟนสาวผู้บาดเจ็บยังเปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าของร้านหรือผู้แทนของร้านติดต่อเข้ามาสอบถามอาการ หรือพูดคุยเรื่องการช่วยเหลือแต่อย่างใด แม้จะพยายามติดต่อผ่านช่องทางต่างๆ แล้วก็ตาม
สำหรับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ น.ส.ประภารักษ์เล่าว่า ขณะกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของแฟนแจ้งว่าแฟนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากเหตุเพลิงไหม้ ตอนแรกยังไม่ทราบอาการ กระทั่งเห็นรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จึงรีบเดินทางไปโรงพยาบาล โดยทราบภายหลังว่าแฟนสามารถเดินออกมาจากจุดเกิดเหตุได้ในช่วงแรก แต่เมื่อถึงโรงพยาบาลอาการกลับทรุดลง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้และสูดควันเข้าไปในปริมาณมาก
น.ส.ประภารักษ์ฝากถึงเจ้าของร้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ขณะนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือการช่วยให้แฟนได้รักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเดิมจนกว่าจะพ้นวิกฤต รวมถึงขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและครอบครัวในเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากปัจจุบันต้องเดินทางระหว่างโรงพยาบาลและสถานีตำรวจทุกวัน มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเดินทางสูงกว่าวันละ 1,000 บาท พร้อมย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้แทนจากร้านติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือ หรือหารือแนวทางเยียวยาแต่อย่างใด
ทั้งนี้ น.ส.ประภารักษ์ระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนรับไม่ได้กับสภาพอาการที่แฟนบาดเจ็บในขณะนี้ เนื่องจากแฟนถูกพันผ้าทั้งตัวเหลือเพียงเท้าเหมือนมัมมี่ แต่ตนจำแฟนได้ พร้อมสื่อสารกับแฟนว่าให้เข้มแข็ง เนื่องจากมีลูกสองคนรวมถึงตนรออยู่ ซึ่งแฟนทำได้เพียงแค่พยักหน้าไม่สามารถสื่อสารอย่างอื่นได้เลย

