หน้าแรก ในประเทศ ชัชชาติจ่อหาร...

ชัชชาติจ่อหารือ มท. ‘ปรับโซนนิ่ง’ คุยดีเทลกับนายกฯ คุมร้านอาหาร คล้าย ‘สถานบันเทิง’

14.07.26 | 16:00 น.

ชัชชาติ หาช่องกฎหมายคุมร้านคล้ายสถานบริการ – จ่อหารือมหาดไทย ‘ปรับโซนนิ่ง’ – คุยดีเทลกับนายกฯ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2569

โดยในตอนหนึ่ง ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสถานบริการกับสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ

นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นไปได้ แต่ขั้นตอนต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ตอนนี้ให้ใช้มาตรการเดียวกันไปตรวจก่อน อาจจะเข้มในทางกฎหมายตามนิยาม แต่ว่าในทางปฏิบัติมันเป็นสิ่งที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นให้เอากฎหมายสถานบริการ ไปจับ ให้อัพเดตข้อมูลต่างๆ และหาอำนาจตัวอื่นด้วย เพราะไม่ใช่เรื่อง พ.ร.บ.สถานบริการอย่างเดียว มันมีเรื่องสาธารณสุข สาธารณภัย พ.ร.บ.การประกอบกิจการที่เสี่ยงอันตราย

“พยายามไปค้นหาอำนาจทั้งหมดที่มี ถ้าเกิดไปรอแค่กฎหมายคงอีกนาน ประชาชนรอไม่ได้หรอก หาอำนาจที่มีประยุกต์ใช้กฎหมายอื่นด้วย ซึ่งเรามีตรวจเรื่องร้านอาหารอยู่ บางอย่างถึงแม้ไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจและแนะนำ มีเหตุที่เชื่อว่าต้องมีความอันตราย ต้องสั่งให้ปิดกิจการไปก่อน” นายชัชชาติกล่าว

Advertisement

สำหรับ ประเด็นเรื่องโซนนิ่ง (Zoning) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการไว้เพียง 3 จุดหลัก ทำให้สถานประกอบการรุ่นใหม่ขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทนสถานบริการ ส่งผลให้ใช้กฎหมายคนละฉบับ กทม. จึงเตรียมทำเรื่องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อปรับปรุงโซนนิ่งและกฎหมายร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ถามถึงเรื่องความแตกต่างของ สถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ แตกต่างกันอย่างไร

นายชัชชาติกล่าวว่า สถานบริการเปิดได้ในเฉพาะโซนนิ่ง มี 3 โซน คือ ย่านพัฒน์พงษ์,รัชดาภิเษก และเพชรบุรีตัดใหม่ RCA 3 สถานบริการจะมีกฎหมายละเอียดเลย จะมีกฎหมายที่เข้มข้นมาก แต่ถ้าเกิดเป็นสถานประกอบการอื่น สามารถขอเป็นสถานบริการได้เพราะว่าอยู่นอกโซนนิ่ง ก็จะขอเป็นร้านอาหาร สถานเก็บวัสดุอันตราย และมีสถานเล่นดนตรี

“ข้อแตกต่างคือ สถานที่เปิดได้ถึงเที่ยงคืน การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเล่นดนตรี แต่ถ้าเป็นร้านอาหารเปิดได้ถึง 24 ชั่วโมง รูปแบบคือหลังเที่ยงคืนจะต้องไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้ว่าพฤติกรรมคล้ายๆ กัน แต่ชื่อเรียกไม่เหมือนกัน กฎหมายความเข้มข้นแตกต่างกันเยอะเรื่องความปลอดภัย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ตอนนี้กฎหมาย อำนาจที่อยู่ในมือไม่สามารถที่จะไปจัดการร้านประเภทเหล่านี้ที่อยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งกับ พ.ร.บ.สถานบริการ ได้

นายชัชชาติกล่าวว่า ถ้าใช้สถานบริการเราทำไม่ได้ ต้องหาอำนาจอื่นที่เกี่ยวข้อง เลยสั่งการให้ท่านรองฯ ทวิดา ไปหาอำนาจอื่นที่เรามี ไปควานหามาให้ได้เชื่อว่าต้องมี สิ่งที่เราเอาไปบังคับใช้ แต่ไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.สถานบริการ เพราะว่าอยู่นอกโซนนิ่ง ต้องใช้ พ.ร.บ.ตัวอื่นที่เรามีอำนาจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สามารถสั่งปิดได้หรือไม่ ถ้ารู้สึกว่ากิจการหรือร้านดังกล่าว เปิดเป็นลักษณะของสถานบริการมากกว่า ?

นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องสั่งปิดให้ได้ ต้องหาทางปิดให้ได้ถ้าเกิดมีความเสี่ยง

“ต้องหากรอบอำนาจที่เรามี อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้โดยตรงต้องหาตัวอื่น หรือถ้ามีวิธีการประกาศเตือน ติดป้ายต่างๆ ผมมองว่าเราต้องเอาให้จริงจัง” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นางสาวทวิดา กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ที่เป็น พ.ร.บ.หลัก คือ สาธารณสุข และเรื่องของการขออนุญาตสถานประกอบการ พอเป็นการขออนุญาตสถานประกอบการ จะมีการตรวจเรื่องสุขอนามัย อาหาร ชีวอนามัย ถ้ามีการประกอบอาหารจะต้องกำกับควบคุมอย่างไร รวมทั้งถ้ามีวัสดุ อย่างเช่นแก๊ส ก็จะมีข้อตรวจของอาชีวอนามัย ตรวจแล้วจะมีการตักเตือนให้ปรับปรุงก่อนจะมีเงื่อนไข 15 วัน ตรวจตามประเมินให้สามารถปรับปรับปรุงตามนั้น ถ้าเป็นการปรับปรุงใหญ่จะให้ถึง 30-45 วัน ต้องปรับปรุงตามคำแนะนำนั้น

“โดยปกติจะมีการตรวจวงรอบรายปีอยู่แล้ว และเหมือนเวลาที่ตรวจปกติ แต่ถ้าในกรณี ตรวจแล้วมีการกำกับให้คำแนะนำ ให้ปรับปรุงภายในเงื่อนไข 15 วัน 30 วัน หรือ 45 วัน ก็จะต้องมีการตรวจอีก เข้าใจว่าสถานที่นี้มีการตรวจไปในเดือนธันวาคม 2568 และ เดือนเมษายน 2569 ก็แสดงว่ามีคำแนะนำบางอย่างที่มีการตรวจทวน” นางสาวทวิดากล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เมื่อวานได้หารือกับท่านนายกฯ เรื่องนี้หรือไม่ ?

นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือในรายละเอียด แต่กราบเรียนท่านว่าเรื่องนี้มีประเด็นนานมาแล้ว ท่านก็ได้หารือกับทีมท่าน ซึ่งคิดว่ามีข้อศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่ต้องหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเมื่อวานนี้

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ต้องทําเอกสารไปถึงหรือไม่ ?

นายชัชชาติกล่าวว่า คงต้องดูภาพรวม ต้องคุยกัน แต่อาจจะมีทําหนังสือไปก็ได้ ได้มีการหารือในเชิงวาจาแล้ว ซึ่งสามารถริเริ่มจากทาง กระทรวงมหาดไทย ได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ไม่ต้องชงเรื่องขึ้นไปทางมหาดไทย เพื่อเรียนตํารวจมาคุยอีกครั้งใช่หรือไม่ ?
นายชัชชาติ กล่าวว่า ชงเรื่องก็ได้ แต่อาจจะทําเรื่องขึ้นไปก็ได้

ในเรื่องของการขยายโซนนิ่ง นายชัชชาติยัง กล่าวด้วยว่าว่า ตนว่าปัญหาหลักของโซนนิ่ง คือเรื่องของความเดือดร้อนรำคาญ และรูปแบบเปลี่ยนไปเร็ว

“ใจผมคือร้านพวกนี้ จะต้องไม่เกิดความเดือดร้อนรำคาญ เพราะลักษณะเมืองมันกระจายไปทั่ว ผมคิดว่าโซนนิ่งอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับการป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ถ้าสามารถทำให้พวกนี้ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญได้ เรื่องโซนนิ่งอาจจะไม่สำคัญแล้ว และทำให้เรามีประสิทธิภาพในการดูแล” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า อาจจะมีสัมพันธ์บางจุด เช่น ห้างสร้างเลย แต่ถ้าเราไปทํา สุดท้ายแล้วมันก็จะหนีไปที่อื่น เพราะหลักการพอเราโซนนิ่ง จะทําให้ที่ดินบริเวณนั้นมีราคาแพงขึ้น ร้านแถวนั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินหายาก ค่าเช่าเพิ่ม ก็ทำให้คนหนีไปที่จุดอื่น

“แต่เรื่องว่าจะทำ คงต้องหารือให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่ามันเปลี่ยนไปเร็ว เราทำไป 3 โซน แทบจะไม่มีใคร ไปที่อื่นหมดแล้ว มันทำให้กฎหมายล้าสมัยไว อาจจะต้องทําให้กฎหมายมันมีความยืดหยุ่นคล่องตัว และตอบโจทย์เมืองมากขึ้น คงต้องหารือกับมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง” นายชัชชาติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าเรื่องโซนนิ่งอยากให้ เสร็จสิ้นใน 4 ปีนี้เลยหรือไม่ ?

นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่ต้องรอถึง 4 ปี คงต้องเร็วกว่านั้น เดี๋ยวรีบคุยกับทางมหาดไทย และเสนอเรื่องต่อไป แต่หัวใจคงไม่ใช่เรื่องโซนนิ่ง แต่อยู่ที่สถานบริการมากกว่า เพราะถ้าเอาโซนนิ่งมากำกับ หมายความว่าต้องมีโซนนิ่ง แต่หัวใจคือการทำสถานบริการให้ปลอดภัยอย่างไร และมันก็มีผล เพราะสถานบริการเป็นส่วนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างๆ มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะฉะนั้นต้องทําให้มีความปลอดภัยในทุกพื้นที่

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า คำว่า โซนนิ่ง มันล้าสมัยไปกับบริบท ในสถานการณ์ปัจจุบันควรจะยกเลิกไปและเพิ่มการบังคับใช้ในเรื่องของ พ.ร.บ.สถานบริการ ดีกว่า?

นายชัชชาติ กล่าวว่า ถ้าเกิดโซนนิ่ง มันควรจะปรับเปลี่ยนได้เร็ว เพราะบางครั้ง การเปลี่ยนของความต้องการมันเปลี่ยนไปเร็ว

“เพราะฉะนั้น โซนนิ่งจะต้องดูอีกครั้งหนึ่ง ถ้าออกแล้วกฎหมายมันล้าสมัยเลย เป็นปัญหาเหมือนปัจจุบัน เพราะโซนนิ่งไม่สอดคล้องกับสภาพของเมือง เพราะฉะนั้นอาจจะต้องดูว่าเราจะดีไฟน์อย่างไรเรื่องโซนนิ่ง
ไม่ได้หมายความว่าจะรังเกลียดโซนนิ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิก แต่คงต้องมีการออกแบบ ให้มีความเหมาะสม” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า อาจจะเป็นประกาศเพื่อมีความคล่องตัวมากขึ้น เปลี่ยนโซนนิ่ง ได้ทุกปี ตรงนี้ไม่เหมาะ เอาออก อาจจะอยู่ในกฎหมายลูกหรืออะไรที่เป็นประกาศแยกออกไป ทำให้สามารถจัดการได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แต่ถ้าเกิดในกฎหมายแม่จะทำให้มีปัญหา และตนว่าจะต้องตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเมือง