เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่สำนักงานมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ จัดเวทีมีเดียคาเฟ่ สื่อสนทนา หัวข้อ “Freedom of Speech กับปรากฏการณ์เปิดตัวสองสื่อใหม่” ร่วมสนทนาโดย นายอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยด้านสื่อใหม่ RCSD มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ ผู้สอนวิชา Media and Society in Thailand วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
นายอรรคณัฐกล่าวว่า จากการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ที่เริ่มมีมากขึ้นขณะนี้ คนยังสับสนเรื่องการใช้คำว่า “สื่อใหม่” แม้แต่สื่อเองยังสับสนว่าสื่อใหม่คือการนำเสนอในช่องทางใหม่ ถ้าในอนาคตมีแพลตฟอร์มใหม่สื่อที่เรียกตัวเองว่าสื่อใหม่เหล่านี้จะเรียกตัวเองว่าอะไร ทั้งนี้ คำว่าสื่อใหม่มีมาตั้งแต่ยุค 1920-1930 สมัยที่เริ่มมีวิทยุ
“คอนเซ็ปต์สื่อใหม่คือการเบลอเส้นแบ่งระหว่างผู้ผลิตสารและผู้รับสาร เมื่อผู้รับสารสามารถผลิตคอนเทนต์เองได้ จะดูที่ช่องทางการนำเสนออย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่พฤติกรรมด้วย ต่อให้สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กแต่ไม่ได้มีการโต้ตอบกับคนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าสื่อใหม่ได้เต็มที่นัก
“สื่อใหม่ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนเมื่อเราอยู่ในยุคที่ใครก็ผลิตสื่อได้ สื่อออนไลน์ที่เกิดขึ้นใหม่อาจเป็นสื่อทางเลือกในแพลตฟอร์มใหม่ แต่ไม่ใช่สื่อใหม่ เพราะการเป็นสื่อใหม่ต้องมีคุณค่าบางอย่างมากกว่านั้น ต้องตอบให้ได้ว่าคุณมีอะไรใหม่นอกจากการอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่ มีการสร้างคอนเทนต์เอง ไม่ใช่แปลของคนอื่นมาทั้งดุ้น”

นายอรรคณัฐอธิบายเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาสื่อทางเลือกหลายแห่ง พบว่ามีจุดร่วมความเป็นสื่อใหม่ในระดับที่แตกต่างกัน 1.พยายามลดทอนความเป็นสถาบันสื่อ ทั้งตัวองค์กร วิธีการบริหารงาน ไม่ได้มี บก.หรือมีโต๊ะข่าว ไม่มีคนควบคุมตัดสินที่จะเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง อาจมีแต่น้อยมาก ยิ่งมีน้อยเท่าไหร่ความเป็นสื่อใหม่จะยิ่งมีมาก 2.เป็นอิสระจากทุน สื่อเกิดข้อครหาในการรับโฆษณา โดยสื่อทางเลือกมีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น การทำธุรกิจผลิตคอนเทนต์ต่างหากเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในองค์กรสื่อ หรือการรับเงินแหล่งทุน 3.ลดทอนความเป็นมืออาชีพ ในแง่ว่าสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่เรียนจบสื่อสารมวลชน แต่สื่อทางเลือกเหล่านี้มองว่าสื่อเป็นตัวกลางส่งสารไปยังผู้ฟัง สนใจเรื่องสารมากกว่าช่องทางนำเสนอ
“ผู้ติดตามสื่อจะตัดสินเองว่าสื่อใหม่นี้สมควรติดตามหรือใหม่ สื่อที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดแล้วจะเรียกตัวเองว่าสื่อใหม่ต้องถามตัวเองว่ามีอะไรใหม่ หรือเป็นการผลิตซ้ำสื่อเก่าในช่องทางใหม่เท่านั้นเอง” นายอรรคณัฐกล่าว
ด้านพิมพ์สิริกล่าวว่า การเปิดตัวของสื่อที่เกิดขึ้นใหม่มากมายนี้ต้องมีทุนตั้งต้น น่าจะมีการเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ แต่วิธีการขายแบบเก่าอาจไม่เหมาะในพื้นที่แบบใหม่ที่ผู้รับสารมีส่วนร่วมเต็มที่ เช่นในกรณีที่เกิดขึ้นกับ “เดอะ สแตนดาร์ด” ซึ่งก็มีที่มาจากสื่อเก่า คือ อะเดย์ ที่ประสบความสำเร็จมาก จนผู้นำองค์กรกลายเป็นศาสดาของเด็กแนว แต่อะเดย์เป็นการสื่อสารทางเดียว เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ใหม่แล้วคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องเนื้อหาหรือพื้นที่ จึงเกิดปัญหาแบบที่เกิดขึ้นที่มีคนเข้าบอยคอตและเกิดสื่อล้อเลียนอย่าง “ดับเบิลสแตนดาร์ด”
“การแสดงออกว่าไม่ยอมรับสื่อ หรือเข้าไปรุมรีวิวให้ดาวเดียว เป็นเสรีภาพการแสดงออกอีกรูปแบบหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชน หรือระหว่างบุคคลต่อบุคคล ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคล คนอ่านไม่ได้มีเครื่องมือไปปิดกั้นบังคับสื่อ แต่ใช้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกเพื่อบอกว่าเราไม่สนับสนุน

“กรณีการเชิญคุณอภิสิทธิ์มาเป็นคอลัมนิสต์ จนเกิดกระแสต่อต้านนั้น สื่อต่างๆ มีกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง เมื่อเขาเอาใจกลุ่มคนชั้นกลางกรุงเทพฯ ก็มีสิทธิเชื่อแบบนั้น แต่การเชิญคุณอภิสิทธิ์ให้มาเขียนมุมสบายๆ ที่ไม่ใช่การเมือง เป็นการช่วยให้คุณอภิสิทธิ์สร้างภาพลักษณ์ในทางการเมืองกลับขึ้นมาอีกรอบหรือเปล่า บางคนรู้สึกว่าเป็นการจับใส่ตะกร้าล้างน้ำในจังหวะที่อาจมีเลือกตั้งปีหน้า
“เดอะสแตนดาร์ดอาจประเมินลูกค้าตัวเองผิด คนที่เคยตามอะเดย์อาจไม่ได้ตามมาที่เดอะสแตนดาร์ดด้วย เมื่อเดอะแสตนดาร์ดมีความคล้ายอะเดย์วีกลี่มากกว่า คนที่จะมาตามเดอะสแตนดาร์ดจึงน่าจะเป็นคนชั้นกลางฝ่ายลิเบอรัล จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างที่เกิดขึ้น” พิมพ์สิริกล่าว

