โรงงานมักง่าย ลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม หลอกเจ้าของที่ปรับหน้าดินฟรี เผย ปี69 อีอีซี เจอแล้วไม่ต่ำ14 ครั้ง เตือน อันตราย ผักผลไม้รัศมี 5 กม.
วันที่ 18 กรกฎาคม นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่มีการพบกองภูเขาขยะกลางไร่สับปะรด ไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เทศบาลตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ว่า ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ปัญหาหมักหมม แต่รัฐเงียบ ทำแค่เคส บาย เคส ถามว่า ทำไมในปี 2569 พื้นที่ภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองและปราจีนบุรี จึงเป็นเป้าหมายของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะพิษ ปีนี้เกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 14 ครั้ง ตนคิดว่า การลดต้นทุนของโรงงานอย่างมักง่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำบัดกากอุตสาหกรรมและขยะพิษอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีราคาสูง โรงงานบางแห่งจึงใช้บริษัทเถื่อนรับกำจัดขยะโดยการลักลอบทิ้งหรือฝังกลบในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดต้นทุนทั้งตามพื้นที่รกร้าง บ่อลูก รังเก่าหรือแม้แต่พื้นที่ใกล้ชุมชน
นายสนธิ กล่าวว่า นอกจากนี้ปริมาณของเสียเกินศักยภาพในการกำจัด ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น ทำให้มีกากของเสียและขยะอันตรายเกิดขึ้นมหาศาลเกินกว่าระบบกำจัดและพื้นที่ฝังกลบที่ได้รับอนุญาตจะรองรับได้ทัน อีกทั้ง มีช่องโหว่และการทุจริตในระบบขน ส่ง แม้ระบบจะกำหนดให้รถขนส่งกากของเสียต้องมีใบอนุญาต แต่ในความเป็นจริงมักเกิดขบวนการทุจริต รถวิ่งออกนอกเส้นทางเพื่อนำกากอุตสาห กรรมไปทิ้งกลางทางโดยไม่มีการตรวจสอบจากปลายทางอย่างเข้มงวด
นายสนธิ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่ง คสช.ที่4/2559ในอดีต เคยเปิดช่องให้ตั้งสถานประกอบการหรือโรงงานคัดแยก รีไซเคิลและบำบัดขยะได้โดยยกเว้นกฎหมายผังเมืองส่งผลให้มีโกดังคัดแยกขยะหรือมีสถานประกอบการขนาดเล็กตั้งกระจายตัวอยู่จำนวนมาก และมักพบว่า สถานประกอบการเหล่านี้ไม่มีศักยภาพในการบำบัดจริง นอกจากนี้กฎหมายโรงงานได้กำหนดคำนิยามโรงงานต้องมีเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปหรือมีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นหากต่ำกว่านี้จะเป็นสถานประกอบการอยู่ในความดูแลของท้องถิ่น ส่วนใหญ่ขอเป็นโกดัง และสถานประกอบการขนาดเล็ก ทำให้กากอุตสาหกรรมจึงออกมาปนเปื้อนอยู่ในขยะชุมชนจำนวนมากและไปกองเป็นภูเขาในบ่อกำจัดขยะชุมชน
นายสนธิ กล่าวว่า เวลานี้ พบว่า พื้นที่รกร้างและพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก ภาคตะวันออกมีพื้นที่สวน ไร่สับปะรด ไร่มันสำปะหลัง หรือบ่อลูก รังเก่าที่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลกระจายอยู่ทั่วไป ขบวนการลักลอบทิ้งมักเข้า ไปเจรจากับเจ้าของที่ดิน โดยอ้างว่าจะนำวัสดุหรือเศษวัสดุมาถมบ่อเพื่อปรับสภาพหน้าดินให้ฟรี แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นกากสารเคมีและวัตถุอันตรายปนเปื้อน
“บทลงโทษทางกฎหมายเรื่องนี้ ยังไม่รุน แรงพอ โทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือมาตรการทางกฎหมายในอดีตไม่ทำให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว ส่งผลให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำซากในจุดเดิม ส่วนใหญ่ราชการหาไม่เจอ จับไม่ได้ รอประชาชนแจ้งเบาะแสหรือเป็นข่าวดัง“นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กล่าว
เมื่อถามว่า พืชผลทางการเกษตร ในพื้นที่ ที่มีการลักลอบทิ้งกากของเสียเหล่านี้ กินได้หรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ไม่แนะนำให้กินโดยเด็ดขาด หากพื้นที่นั้นๆ ตั้งอยู่บนหรือใกล้จุดที่มีการลักลอบทิ้งสารเคมีและกากอุตสาหกรรมอันตราย เช่น ในรัศมี 5 กิโลเมตร หรือบริเวณใต้ลมและปลายน้ำ หน่วยงานควรเข้ามาเก็บตัวอย่างดินและน้ำในแปลงเกษตรที่ตั้งอยู่ใกล้จุดทิ้งกากอุต สาหกรรมเพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจอนุญาตให้นำออกไปจำหน่าย



