หน้าแรก ในประเทศ รองผู้ว่าฯ ชว...

รองผู้ว่าฯ ชวนครูกทม. ปล่อยแสง ‘สร้างวัฒนธรรมใหม่’ เปิดพื้นที่ให้เด็ก ไม่เน้นควบคุม

18.07.26 | 17:55 น.

รองผู้ว่าฯ ชวนครู กทม. ปล่อยแสง ‘สร้างวัฒนธรรมใหม่’ เปลี่ยนบทบาทผู้ควบคุม สู่ ‘ผู้สร้างพื้นที่การเรียนรู้’

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิใจกระทิง โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครูแกนนำโครงการ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในเวทีเสวนา หัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาครูในสังกัดกรุงเทพมหานคร” ภายใต้กิจกรรม “ครู กทม. ปล่อยแสง” โดยมี นายศุภวิชช์ สงวนคัมธรณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายศานนท์ รองผู้ว่าฯ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาไม่ใช่การสร้างระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนระบบเดิม แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากภายใน โดยผู้บริหารจำเป็นต้องปรับบทบาท จากการเป็น ‘ผู้สั่งการและควบคุม’ มาเป็น ‘ผู้สร้างพื้นที่การเรียนรู้’ เปิดโอกาสให้ครูได้คิด ทดลอง และพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ของตนเอง เพราะทุกคนล้วนมีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์

นายศานนท์ กล่าวถึงบทความ Supporting Pioneering Leaders as Communities of Practice ซึ่งมีใจความสำคัญว่า การเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปบน 2 เส้นทาง คือ การอยู่กับระบบเดิมที่กำลังทลายลง และการสร้างระบบใหม่ขึ้นมาด้วยกัน

Advertisement

พร้อมเปรียบครูที่เข้าร่วมในโครงการนี้ว่าเป็น “ผู้บุกเบิก” (Pioneer Leader) ที่ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมักต้องเผชิญความโดดเดี่ยว ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความไม่เข้าใจจากคนรอบข้างที่มักมองว่าเราเพ้อฝัน

ฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องสร้าง “ชุมชนแห่งนักปฏิบัติ” (Community of Practice) ซึ่งประกอบด้วย 4 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1. เราต้องระบุตัวตน สร้างกลุ่มขึ้นมา เพื่อที่เราจะไม่รู้สึกลำพัง 2. สร้างความสัมพันธ์ และใช้การมีส่วนร่วม 3. เติมเต็มทรัพยากรให้พร้อม และ 4. สร้างการรับรู้ โดยต้องตะโกนออกไปให้ทุกคนเห็นว่านี่คือทางออก

“กรุงเทพมหานครมีครูกว่า 15,000 คน และนักเรียนกว่า 250,000 คน เราไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยครูเพียงไม่กี่คนในโครงการนี้ได้ สิ่งสำคัญคือการขยายผล หรือ ‘สร้างสะพาน’ เพื่อให้ครูจำนวนมากสามารถก้าวออกมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ไปด้วยกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมกรุงเทพมหานครต้องมีโรงเรียนปล่อยแสง และยังต้องมีต่อไป” นายศานนท์ กล่าว

ด้าน นางสาวผาณิต รุ่งศิรินที ผู้อำนวยการโรงเรียนลำเจดีย์ ผู้แทนครูแกนนำโครงการ กล่าวว่า การพัฒนาครูจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียน และสิ่งสำคัญที่โครงการโรงเรียนปล่อยแสงมอบให้ คือการเป็น ‘กัลยาณมิตร’ ที่ทำให้ครูและผู้บริหารไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

พร้อมระบุว่า หัวใจของโครงการคือการสร้าง Teacher Agency หรือการทำให้ครูเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะยังสอนภายใต้หลักสูตรเดิม แต่สามารถออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและสร้างความสุขทั้งแก่ครูและนักเรียนได้ โดย ‘แสง’ ที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจภายในตัวครูเอง

ขณะที่ นางศรัญม์ศรา สุวรรณวัฒน์ ผู้แทนมูลนิธิใจกระทิง กล่าวว่า มูลนิธิดำเนินงานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่าการพัฒนาครูคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด เพราะครู คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้เรียน ซึ่งจะเติบโตไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและประเทศต่อไป

“มูลนิธิใจกระทิงจึงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญกับครูผู้มีความตั้งใจ และร่วมสนับสนุนให้ครูมีพื้นที่ในการทดลอง เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์” นางศรัญม์ศรากล่าว พร้อมย้ำว่าการสนับสนุนที่มีคุณค่าที่สุด คือการเดินเคียงข้างกันในฐานะ ‘เพื่อนต่อเพื่อน มนุษย์ต่อมนุษย์’

ด้าน ดร.วีรพล แก้วพันธ์อ่ำ จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกแบบการพัฒนาครูจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริงของห้องเรียน เพราะความท้าทายที่ครูเผชิญในแต่ละวัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสอน แต่รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ การดูแลนักเรียน และข้อจำกัดจากระบบงานที่ซับซ้อน

“ผู้ที่ออกแบบการพัฒนาครู จำเป็นต้องเข้าใจห้องเรียนจริง เพราะหากไม่เคยแง้มประตูห้องเรียนดู ก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าครูต้องการอะไร” ดร.วีรพล เน้นย้ำ

ดร.วีรพล กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา การพัฒนาครูมักมุ่งเติมองค์ความรู้หรือโครงการใหม่ๆ เข้าไป แต่สิ่งที่ระบบการศึกษาควรทำไม่แพ้กัน คือการทบทวนและ ‘ถอน’ ภาระหรือโครงสร้างที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งรับฟังเสียงจากครูผู้ปฏิบัติงานให้มากขึ้น

บรรยากาศในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรได้ร่วมกันสะท้อนแนวคิดสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นกับการพัฒนาครูในอนาคต โดย ดร.วีรพล เสนอแนวคิดเรื่อง “การร่วมทาง” ที่ทุกฝ่ายควรเรียนรู้ไปพร้อมกันในระนาบอำนาจที่เท่ากัน ไม่ใช่ในฐานะผู้ตรวจสอบ นางศรัญม์ศรา มองว่าครูควรมี “โอกาสในการลองผิดลองถูก” เพื่อค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ขณะที่นางสาวผาณิต ย้ำว่า “ครูคือมนุษย์” ที่ควรมีพื้นที่ปลอดภัยในการเติบโตและทำงานอย่างมีความสุข

ส่วน นายศานนท์ รองผู้ว่าฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กรุงเทพมหานครต้องร่วมกันสร้าง คือระบบที่เป็นทั้ง ‘กระบวนการ’ และ ‘กัลยาณมิตร’ ที่คอยสนับสนุน โอบอุ้ม และสร้างสะพานให้ครูสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ภายในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการก่อการครู และที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนปล่อยแสง สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมสะท้อนมุมมองว่า การปฏิรูปการศึกษาควรมุ่งเน้น “ผลลัพธ์การเรียนรู้” ของผู้เรียนมากกว่าการยึดติดกับหลักสูตร พร้อมเสนอให้หลักสูตรแกนกลางบางลง เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง และแสดงความคาดหวังให้กรุงเทพมหานครเป็นต้นแบบของการกระจายอำนาจด้านการศึกษา และการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ก่อนปิดเวที ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันเปิดแสงจากโทรศัพท์มือถือเป็นสัญลักษณ์ของการ ‘ปล่อยแสง’ เพื่อสะท้อนพลังของครูผู้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และตอกย้ำว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้ครูและผู้เรียนเติบโตไปพร้อมกัน