หน้าแรก ในประเทศ ชัชชาติ นำทีม...

ชัชชาติ นำทีมกทม.ชนหมัด รองผบ.ตร. ลุยเอกมัย-ทองหล่อ ยัน ไม่ได้มาครั้งเดียวจบ จ่อจัดเต็มต่อเนื่อง เดินหน้าตรวจ 1,100 แห่งใน 60 วัน

20.07.26 | 11:02 น.

ช่วงค่ำของวันที่ 19 กรกฎาคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัย เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างกรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งข้อมูลหรือเบาะแสผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

นายชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพมหานครขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานบริการอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าการตรวจครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายโยธา ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขต และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การตรวจเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และไม่สร้างความสับสนแก่ผู้ประกอบการ

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การตรวจครั้งนี้ได้นำบทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวมาปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบ โดยผสานเช็กลิสต์ด้านอัคคีภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 10 ข้อ เข้ากับข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร และเพิ่มเติมประเด็นด้านความปลอดภัยจากการถอดบทเรียน จนพัฒนาเป็นเช็กลิสต์มาตรฐาน 17 ข้อ ครอบคลุมโครงสร้างอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ วัสดุตกแต่งอาคาร และมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เช็กลิสต์ดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ และจะส่งให้ผู้ประกอบการล่วงหน้า เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักเกณฑ์การตรวจสอบ ลดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติ และร่วมกันยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

Advertisement

 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำเอกสารรับรองจากวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้าและวัสดุอาคาร เนื่องจากสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้หลายกรณีเกิดจากความเสี่ยงที่ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการสังเกตจากภายนอก อาทิ การเดินสายไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือวัสดุฉนวนกันความร้อนที่ติดไฟง่ายซึ่งซ่อนอยู่เหนือฝ้าเพดาน เพื่อยืนยันว่ามีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรม และเตรียมประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบในกรณีที่ผู้ประกอบการขาดบุคลากรหรือมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดเพลิงไหม้

“การตรวจสอบจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว โดยจะมีการสุ่มตรวจเป็นระยะ เนื่องจากบางสถานประกอบการอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการตรวจ เช่น การกีดขวางทางหนีไฟ การปล่อยให้อุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชำรุด หรือการปิดบังป้ายทางออกฉุกเฉิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ กรุงเทพมหานครเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง โดยสามารถแจ้งเบาะแสผ่านระบบ Traffy Fondue หากพบทางหนีไฟถูกปิดกั้น ประตูทางออกฉุกเฉินถูกล็อก ระบบไฟฟ้าเสื่อมสภาพ หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอื่นๆ ซึ่งหลังเปิดช่องทางดังกล่าว มีประชาชนแจ้งข้อมูลเข้ามาแล้วกว่า 21 กรณี และเจ้าหน้าที่จะเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเร็ว” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับแผนปฏิบัติการ กรุงเทพมหานครจะเร่งตรวจสถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการกว่า 1,100 แห่งทั่วกรุงเทพมหานครให้ครบ 100% ภายใน 60 วัน โดยจัดลำดับความสำคัญจากสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก หรือเคยมีประวัติการร้องเรียน พร้อมเพิ่มมาตรการกำหนดจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุด (Occupancy) ให้สอดคล้องกับหลักความปลอดภัย เพื่อป้องกันการใช้พื้นที่เกินความจุ ซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในด้านการปรับปรุงกฎหมาย กรุงเทพมหานครได้หารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมายสถานบริการและการกำหนดโซนนิ่ง ซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานานและอาจไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยรัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องนิยามของสถานบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และการกำหนดพื้นที่ประกอบกิจการ ให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการและสถานประกอบการอย่างเข้มงวด โดยเน้นตรวจโครงสร้างอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ทางหนีไฟ ทางออกฉุกเฉิน ป้ายบอกทาง ระบบแจ้งเหตุ และแผนอพยพ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“การตรวจร่วมหลายหน่วยงานช่วยลดความซ้ำซ้อนและลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์ หากพบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ประชาชนสามารถแจ้งผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อดำเนินการทางวินัยและกฎหมายได้ทันที” พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าว

ในการนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมปล่อยแถวเจ้าหน้าที่จำนวน 50 นาย บริเวณลานหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตรวจความปลอดภัย โดยมี นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ทวิดา กมลเวชช และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง และนายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี และนายเอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสิทธิชัย อรัณยกานนท์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร น.ส.พิมพ์จุฑา สกุนสิทธิ์ธาดา ผู้อำนวยการเขตวัฒนา พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตวัฒนา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ สถานีดับเพลิงและกู้ภัยคลองเตย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการในซอยเอกมัย 5 และซอยทองหล่อ 13 โดยตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ใบอนุญาตประกอบกิจการ มาตรการรักษาความปลอดภัย ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความพร้อมของอุปกรณ์ดับเพลิง ตลอดจนการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

น.ส.พิมพ์จุฑา สกุนสิทธิ์ธาดา ผู้อำนวยการเขตวัฒนา เปิดเผยผลการตรวจสถานประกอบการในพื้นที่ ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจตามเช็กลิสต์มาตรฐานฉบับใหม่ พบว่าสถานประกอบการแห่งแรกซึ่งเป็นสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาต มีข้อบกพร่องด้านกายภาพหลายประการ จึงมีคำสั่งให้ระงับการเปิดให้บริการเป็นการชั่วคราวเพื่อดำเนินการแก้ไข ส่วนสถานประกอบการแห่งที่สอง ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการและได้รับใบอนุญาตแล้ว โดยภาพรวมมีการจัดพื้นที่และวัสดุตกแต่งเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ยังต้องปรับปรุงในบางจุด ได้แก่ การขยายประตูหนีไฟให้ได้ตามมาตรฐาน การติดตั้งประตูป้องกันควันบริเวณช่องบันไดทุกชั้น การปรับปรุงป้ายทางออกฉุกเฉิน และระบบระบายควัน ซึ่งสำนักงานเขตจะออกคำสั่งให้แก้ไขและเข้าตรวจซ้ำภายหลัง

ทั้งนี้ ในพื้นที่เขตวัฒนามีสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาต 19 แห่ง และสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ 70 แห่ง โดยที่ผ่านมาได้สั่งปิดแล้ว 3 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการสั่งปิดเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง และจากผลการตรวจครั้งนี้จะมีการสั่งปิดเพิ่มอีก 1 แห่ง ขณะที่สถานประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และข้อบกพร่องที่พบส่วนใหญ่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจประเมินซ้ำเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด