สุชาติ’ นำทีมทส. ลุยรื้อถอนรุกป่าสงวน ทวงคืนหาดนุ้ย 18 ไร่ มูลค่ากว่า 2 พันล้าน แฉพบต่างชาติถือครองที่ดินภูเก็ตกว่า 400 แปลง
หาดนุ้ย – เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจ “พยัคฆ์ไพร” “พญาเสือ” และ “ฉลามขาว” รวมกว่า 400 นาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการทวงคืน “หาดนุ้ย” ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวม 50 รายการ ซึ่งได้ทยอยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในวันนี้เป็นการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว
นายสุชาติ กล่าวว่า แม้ภารกิจนี้จะเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อน แต่รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องของ “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ
“เมื่อได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ผมมีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จ หากไม่สามารถทวงคืนแผ่นดินของรัฐให้ประชาชนได้ ก็ไม่สมควรทำหน้าที่รัฐมนตรี เพราะที่ดินของรัฐคือสมบัติของคนไทยทุกคน รัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีฐานะอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป” นายสุชาติ กล่าว


นายสุชาติ กล่าวว่า สิ่งปลูกสร้างที่ดำเนินการรื้อถอนทั้งหมดกว่า 50 รายการ เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยผู้ครอบครองเพียงกลุ่มเดียว สะท้อนปัญหาการยึดครองทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายในมิติอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของรัฐโดยมิชอบ หากพบว่ามีความผิดเข้าข่ายกฎหมายฟอกเงิน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินโดยมิชอบ รวมถึงการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ โดยขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบในหลายจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย และเกาะพะงัน
สำหรับจังหวัดภูเก็ต พบข้อมูลการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติที่เข้าข่ายผิดกฎหมายกว่า 400 แปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการใช้นอมินีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย หรือถือครองที่ดินโดยมิชอบ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะประเทศไทยต้องใช้กฎหมายไทยบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนได้มีโอกาส นั่งเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่โดยรอบพบสิ่งก่อสร้างที่อยู่บนยอดเขาอีกหลายแห่ง ตนจึงได้สั่งการให้ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ส.ป.ก. เพื่อเอกซเรย์หาพื้นที่ผิดกฎหมายมาดำเนินทวงคืนผืนป่าให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป
ทั้งนี้ หลังการรื้อถอน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ พร้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น ป่านันทนาการ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของประชาชน โดยกรมป่าไม้จะจัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบดูแลความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงชายหาดได้อย่างเสรี หลังจากที่ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ถูกปิดกั้นการเข้าถึงมาเป็นเวลานาน
“รัฐบาลจะเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ของรัฐทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน และส่งต่อเป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อไป” นายสุชาติ กล่าว





