กรณีที่ชุดปฏิบัติการฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เข้าตรวจสอบ และแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทเอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ข้อหาบุกรุกป่าชายเลน ใกล้กับบริเวณดอนหอยหลอด ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ในเขตป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 15 ธันวาคม 2530 และ 22 สิงหาคม 2543 และเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มีการสร้างสะพานคอนกรีตวางท่อก๊าซ และนำเรือโป๊ะมาจอดเกยพื้นพื้นที่ป่าชายเลน โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า โครงการใหญ่ขนาดนี้ทำไม ไม่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) นั้น
วันที่ 14 มิถุนายน นางระวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องอีไอเอ กล่าวว่า กรณีคลังก๊าซนั้นไม่ได้อยู่ในข่าย 35 โครงการที่จะต้องทำอีไอเอ ตามที่ทส.ประกาศเอาไว้ สำหรับ สะพานและท่าเรียบเรือนั้น จะต้องดูว่า ทางกรมเจ้าท่าอนุมัติมาเมื่อใด เพราะหากเป็นประกาศฉบับใหม่นั้น บริเวณหน้าท่าที่จอดเรือจะต้องยาวไม่เกิน 100 เมตร
“ขอเรียนว่า แม้ว่า คลังก๊าซนั้นไม่ได้อยู่ในข่ายที่ต้องทำอีไอเอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คิดจะทำอะไรก็ได้ เพราะการดำเนินการเรื่องนี้มีกรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ อย่างไรก็ตาม หากจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดว่า คลังก๊าซเป็นอีกประเภทกิจการที่ต้องทำอีไอเอ ก็ทำได้ แต่ต้องมีการแก้ไขทบทวนเรื่องประเภทกิจการที่เข้าข่ายต้องทำอีไอเอใหม่ สำหรับเรื่องนี้ มองว่า อย่างเอาความรู้สึกมาเป็นตัวกำหนดว่าเป็นคลังก๊าซแล้วต้องทำอีไอเอ เพราะน่ากลัว แต่ต้องเอาข้อกฏหมายมาเป็นหลักในการดำเนินการ ซึ่งต้องทำเหมือนกันหมด”นางระวีวรรณ กล่าว

