ชาวบ้านแหลมสนบุก ปปป. แจ้งจับ อธิบดีกรมอุทยานฯ ปมละเว้นทุนใหญ่-ฟ้องปิดปากคนพื้นที่
จากกรณีที่ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำหลักฐานเข้ายื่นต่อ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. เพื่อให้ดำเนินคดีกับขบวนการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน (เขาปากเตรียม) จ.ระนอง กว่า 643 ไร่
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามทุจริต และพฤติกรรมโดยมิชอบ (บก.ปปป.) ตัวเเทนชาวบ้านรวมตัวร้องเรียนกรณีปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณเขาปากเตรียม จ.ระนอง เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ กรณีมีการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน
นายสุรพงศ์ พรหมรักษ์ ตัวแทนชาวบ้านอุทยานแหลมสน กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเข้าแจ้งความ เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษชาวบ้านในข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ทั้งที่ตนเองเป็นผู้ร้องเรียนกรณีการบุกรุกพื้นที่เขาปากเตรียม จ.ระนอง ไปยังอธิบดีกรมอุทยานฯ ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ค. 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แต่กลับไม่มีการดำเนินการจากทั้งอธิบดีกรมอุทยานฯ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน จนทำให้พื้นที่เขตอุทยานได้รับความเสียหาย
สำหรับกรณีพื้นที่พิพาทนั้น นายสุรพงศ์ ระบุว่า เอกสารสิทธิ์หลายแปลงมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งประกาศจัดตั้งเมื่อปี 2526 โดยประเด็นดังกล่าวต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ ประการแรก ต้องตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกมานั้นออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และประการที่สอง ต้องตรวจสอบว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่บริเวณใด
นายสุรพงศ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควรต้องทราบแนวเขตของอุทยานแห่งชาติอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจนในพื้นที่จริง มีเพียงข้อมูลในระบบหรือแผนที่คอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่ได้มีการปักแนวเขตหรือทำเครื่องหมายให้ประชาชนสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น เมื่อมีบุคคลเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่อุทยานฯ อ้างว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ก็อาจถือเป็นการบุกรุกได้ แต่ในส่วนเอกสารสิทธิ์ที่นำมาอ้างนั้น จำเป็นต้องตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิ์ออกมาก่อนหรือหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เพราะกฎหมายกำหนดหลักการไว้ว่า การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติจะต้องไม่ทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์หรือมีเอกสารสิทธิ์โดยชอบ ซึ่งมีการครอบครองอยู่ก่อน
นายสุรพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารสิทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาตินั้น มีอยู่หลายแปลง และหากอุทยานฯ เห็นว่าเป็นการบุกรุก ก็ต้องดำเนินคดีกับทุกแปลงอย่างเท่าเทียมกัน แต่พื้นที่ที่มีการร้องเรียนตั้งแต่ต้นและเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหลัก กลับเป็นพื้นที่ที่บริษัทถือครอง ขณะที่อธิบดีกรมอุทยานฯ กลับเลือกแจ้งความดำเนินคดีกับแปลงที่มีชาวบ้านถือครองอยู่ก่อน ทั้งที่ชาวบ้านเองก็อ้างว่าถูกบริษัทบุกรุกพื้นที่เช่นเดียวกัน
“ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าที่ควร” นายสุรพงศ์ กล่าว

นายสุรพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันมีการดำเนินคดีในพื้นที่เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. จำนวน 3 แปลง ได้แก่ แปลงหมายเลข 915, 916 และ 917 โดยแปลง 917 เป็นแปลงที่บริษัทซื้อมา ส่วนแปลง 916 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนถือสิทธิ์และทำกินอยู่ โดยเป็นสวนที่มีต้นยางพาราและต้นปาล์ม
เมื่อถามว่า บริษัทที่เข้ามาถือครองพื้นที่ดังกล่าวประกอบธุรกิจประเภทใด นายสุรพงศ์ ระบุว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และมีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องหลายแปลง
ด้าน นายธีรวัฒน์ ไทยปรีชา อีกหนึ่งตัวแทนกล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีของอธิบดีกรมอุทยานฯ ครอบคลุมทั้งบริษัทและชาวบ้าน โดยเริ่มต้นจากเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. 3 แปลง คือ 915, 916 และ 917 ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20 แปลง และพื้นที่ที่มีชาวบ้านอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากคือแปลง 916
อย่างไรก็ตาม นายธีรวัฒน์ ระบุว่า ความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการร้องเรียนกรณีเขาปากเตรียม ไม่ได้อยู่ใน 3 แปลงดังกล่าว แต่เป็นพื้นที่แปลงอื่นๆ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด
“เรามองว่า การที่อุทยานฯ เปิดประเด็นแจ้งความดำเนินคดี 3 แปลง เป็นการรังแกชาวบ้าน เหมือนเป็นการปิดปากชาวบ้าน ทั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นคนที่ส่งเสียงร้องเรียนเรื่องการบุกรุกและการทำลายป่า” นายธีรวัฒน์ กล่าว
นายธีรวัฒน์ ยังยกตัวอย่างกรณีของตนเอง ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี โดยระบุว่า ตนเองได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2565 ผ่านกระบวนการของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง และเข้าใจว่าทรัพย์สินที่ผ่านกระบวนการศาลและกรมบังคับคดี ย่อมผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว
หลังจากประมูลซื้อทรัพย์สินได้และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว จึงได้ดำเนินการยื่นรังวัดสอบเขต น.ส.3 ก. เพื่อให้ทราบแนวเขตพื้นที่อย่างชัดเจน กระทั่งดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงปี 2567-2568 ต่อมา เมื่อมีกลุ่มนายทุนเข้ามาบุกรุกพื้นที่ จึงเกิดคดีความเรื่องการบุกรุก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการที่สถานีตำรวจภูธรสุขสำราญ และยังคงคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน
แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับได้รับแจ้งว่าอุทยานแห่งชาติแหลมสน โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตนเองในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

นายธีรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าในฐานะผู้ซื้อทรัพย์สิน อาจเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ตามข้อกล่าวหา และมีชื่อของตนเองอยู่ในคดี แต่ยืนยันว่าได้ซื้อทรัพย์สินผ่านกระบวนการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีอย่างถูกต้องตามขั้นตอน นอกจากนี้ ก่อนที่จะซื้อทรัพย์สิน ตนเองก็ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ตามปกติ แต่ไม่พบหลักเขต ป้าย หรือข้อมูลใดๆ ที่ระบุว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน โดยทราบจากชาวบ้านในพื้นที่เพียงว่าเขตอุทยานฯ อยู่ติดกับพื้นที่ของตนเอง
นายธีรวัฒน์ ตั้งคำถามว่า หากประชาชนทั่วไปไม่สามารถทราบได้ว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่ตรงไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ใดเป็นเขตอุทยานฯ พร้อมระบุว่า หากอุทยานฯ ประกาศเขตมาตั้งแต่ปี 2526 ก็ควรมีการกำหนดแนวเขต ปักป้าย หรือดำเนินการให้ประชาชนรับรู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ
นายธีรวัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังจากซื้อทรัพย์สินแล้ว ได้ดำเนินการขอรังวัดสอบเขต โดยมีหนังสือแจ้งไปยังหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน นายอำเภอ เทศบาลตำบลสุขสำราญ และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบกระบวนการรังวัด
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพรกร้างและมีต้นไม้ล้มลุกขึ้นปกคลุม ทำให้ช่างรังวัดไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างสะดวก จึงมีการขออนุญาตนำรถแบ็กโฮเข้าไปเคลียร์พื้นที่ เพื่อให้สามารถเดินสำรวจและวัดแนวเขตได้อย่างชัดเจน โดยอ้างว่าได้ดำเนินการขออนุญาตและประสานกับทางอุทยานฯ แล้ว
ด้าน นางสาวปรีดา ราชนิ อีกหนึ่งตัวแทน กล่าวอ้างว่า เคยได้ยินเสียงปืนยิงข่มขู่หลายครั้งจนต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าตามที่คาดหวัง นอกจากนี้ยังมีกรณีถูกแจ้งความกล่าวหาว่าเข้าไปลักผลปาล์ม ทั้งที่เป็นผลผลิตจากพื้นที่ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นผู้ครอบครองและทำกินมาเป็นเวลานาน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและสุขภาพของตน ซึ่งอยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง โดยยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการอนุรักษ์ป่า แต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้เครื่องจักร ตัดไม้ เปิดถนน หรือทำลายพื้นที่ป่าจำนวนมาก มากกว่ามุ่งดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินเพียงรายละ 5–10 ไร่ และมีหลักฐานการทำกินมาเป็นเวลานาน
กลุ่มผู้ร้องจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การประกาศและปักแนวเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน การออกและเปลี่ยนแปลงเอกสาร ส.ค.1 เป็น น.ส.3 ก. การรังวัด การขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ตลอดจนการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ของประชาชนแต่ละราย
นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบว่า เหตุใดอุทยานแห่งชาติแหลมสนซึ่งประกาศมาตั้งแต่ปี 2526 จึงเพิ่งเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ครอบครองบางรายในปัจจุบัน ทั้งที่มีการทำสวน มีบ้านพักอาศัย มีการรังวัด และมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินผ่านหน่วยงานรัฐมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการตัดไม้ การบุกรุกของกลุ่มทุน การข่มขู่ และการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ยังเป็นคำกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งตำรวจ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง ก่อนสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย




