หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.คนทำงาน ช...

ส.ก.คนทำงาน ชงเพิ่ม ‘ระบบติดตาม’ ทำฐานข้อมูลกลาง – สกัด ‘ดัดแปลงร้าน’ หลังขอใบอนุญาต

22.07.26 | 16:18 น.

ส.ก.คนทำงาน ชงเพิ่ม ‘ระบบติดตาม’ หลังสถานประกอบการ ขอใบอนุญาต – แนะ รวมฐานข้อมูลกลาง เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน อุดช่องว่างกฎหมาย

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ‘การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2569’ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม

ในตอนหนึ่ง น.ส.ภัทราภรณ์ ขอให้รวมญัตติ 7.3 และ 7.7 อภิปรายพร้อมกันเนื่องจากมีเนื้อหาคล้ายเคียงกัน ได้แก่

ญัตติที่ 7.3 ของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครยกระดับมาตรการกํากับดูแลตรวจสอบ และส่งเสริมความปลอดภัยของอาคารและสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และ

ญัตติที่ 7.7 นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดําเนินการกําหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการร้านอาหารและสถานบริการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

Advertisement

นายวิพุธ ส.ก.เขตบางรัก กลุ่มคนทำงาน กล่าวแสดงความสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ทั้ง ปภ. บุคลากรทางการแพทย์ และทุกหน่วยงานในการช่วยระงับเหตุ ลดความสูญเสีย

นายวิพุธกล่าวว่า ตนชื่นชมฝ่ายบริหารที่มีการสั่งการให้ปูพรมทดสอบพื้นที่ประกอบการ อาคาร และร้านต่างๆ ทั้ง 50 เขตอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งเหมาะสมและจำเป็นกับสถานการณ์เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะกล่าวโทษ หรือล่วงเกินการสอบสวน แต่ในฐานะ ส.ก.ก็เห็นว่าหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่เพียงรอรับทราบผลการสอบสวน แต่ต้องร่วมกันพิจารณาว่า กทม.จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร ระบบการตรวจสอบของเรายังมีช่องโหว่อะไรบ้าง เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต

“กทม.ในวันนี้มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 5 ล้านคน ในแต่ละวันมีทั้งคนที่เดินทางเข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว ใช้บริการสถานประกอบการต่างๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ สำนักงานโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง ดังนั้น มาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร จึงเป็นเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ จะเป็นหน้าที่โดยตรงของ กทม. ในฐานะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีหน้าที่กำกับดูแลอาคารในกทม.” นายวิพุธชี้

จากนั้น นายวิพุธกล่าวต่อว่า ตนคิดว่า กทม.ไม่ได้ขาดอำนาจทางกฎหมาย และประเทศไทยก็ไม่ได้ขาดกฎหมายควบคุมอาคาร คำถามคือ ‘จะทำอย่างไรให้กฎหมายที่มีอยู่ถูกบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อรูปแบบการใช้ประโยชน์อาคารที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ?’

“หลังจากการปูพรมตรวจสอบ สิ่งที่เห็นในภาพข่าว และข้อเท็จจริงที่ฝ่ายบริหารออกมาชี้แจง เราเห็นข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งการใช้อาคารไม่เป็นไปตามประเภทที่ได้รับอนุญาต การดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต, ระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่สมบูรณ์ ทางหนีไฟที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ข้อสรุปของสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า ยังมีอาคารไม่น้อยที่มีความเสี่ยง และต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ”

นายวิพุธระบุว่า เมื่อพิจารณาในเชิงระบบเห็นว่า มีคำถาม 4 ประการที่สภากทม.ต้องร่วมกันหาคำตอบ คือ

1.เราให้ความสำคัญกับการป้องกันมากเพียงพอหรือไม่ ?

“ที่ผ่านมาเราเห็นการระดมตรวจสอบครั้งใหญ่หลังเกิดเหตุทุกครั้ง ไม่ว่าจะเหตุเพลิงไหม้ อาคารถล่ม หรือ อุบัติเหตุร้ายแรง เราอาจยังทำงานในลักษณะเชิญตั้งรับมากเกินไป”

2.ระบบอนุญาตและติดตามต่อเนื่องหรือไม่ ?

“ในความเป็นจริงอาคารทุกหลังมีการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม ดัดแปลง เปลี่ยนผังเปลี่ยนประเภทกิจการ หรือเพิ่มจำนวนผู้ใช้ในการบ้าง แม้จะได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในวันแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้งานจริง อาจจะแตกต่างจากที่ได้รับอนุญาตอย่างมีนัยยะสำคัญ”

“ผมเห็นว่าไม่ควรสิ้นสุดแค่วันที่ออกใบอนุญาต แต่เราต้องมีระบบติดตาม ประเมินความเสี่ยงตลอดอายุการใช้งานของอาคาร นายวิพุธเน้นย้ำ

3.หน่วยงานรัฐตรวจสอบและจัดลำดับความเสี่ยง ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ?
“แน่นอนว่า กทม.มีอาคารนับแสนแห่ง สถานประกอบการอีกเป็นพันแห่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจสอบทุกที่ ด้วยความถี่ที่เท่ากัน คือข้อเท็จจริง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ เราจะใช้ข้อมูลที่มีในการจัดลำดับความเสี่ยงอย่างไร”

4.บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ดีพอหรือไม่ ?
“การกำกับดูแล เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกทม. สำนักงานเขต สำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ หน่วยงานด้านสาธารณสุขและหน่วยงานรัฐอื่นๆ ซึ่ง ‘หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก็อาจจะทำให้ ความเสี่ยงบางอย่างหลุดรอดจากการกำกับดูแล’ ซึ่งต้องอาศัย ‘ฐานข้อมูลเดียวกัน'” นายวิพุธชี้

จากนั้น นายวิพุธ หยิบยกกฎหมาย ที่ กทม.มีอำนาจ ในการยกระดับการบังคับใช้กับสถานประกอบการ อาทิ

1.พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้อำนาจผู้ว่าฯสงสัยต้องทานในการออกใบอนุญาต และปลายทาง คือ ในการออกคำสั่งระงับแก้ไข อาคารที่ฝ่าฝืน

2.กฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทางหนีไฟ, ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้, ระบบดับเพลิง การระบายควัน ไปจนถึงวัสดุป้องกันไฟและองค์ประกอบด้านความปลอดภัยอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท/ขนาดอาคาร

3.ข้อบัญญัติ กทม.เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ 2544
เป็นกฎหมายท้องถิ่นที่กำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับบทบาทของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึง พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ 2535 ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

นายวิพุธกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า กทม.ไม่ได้เปลี่ยนเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายของส่วนกลาง แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมาย

“เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายและฉบับ และหลายหน่วยงาน ผมจึงอยากชี้ให้เห็นว่าตรงนี้เป็นช่องว่างที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ ข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ยังถูกใช้งานแบบแยกส่วน การกำกับดูและก็อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

อย่างอาคารที่ได้รับอนุญาตในลักษณะนี้ แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน ซึ่งเจอเยอะเลย แน่นอนว่า คิดว่าอาจจะมีหลักสิบไปจนถึงหลักร้อย มีการดัดแปลงพื้นที่ หรือผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ หากไม่มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง” นายวิพุธกล่าว และว่า ดังนั้น เราต้องยกระดับ ตรวจให้ตรงจุด และใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอเสนอแนวทางเชิญนโยบายต่อผู้บริหาร กทม.ดังต่อไปนี้

1.ยกระดับการตรวจสอบเชิงรุก บนพื้นฐานของความเสี่ยง โดยพิจารณาจากประเภทกิจการและจำนวนผู้ใช้ อายุ อาคาร และประวัติการดัดแปลง /การกระทำความผิด จึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจในรูปแบบเดียวกัน

2.พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน ให้สามารถตรวจได้อย่างตรงจุด

3.ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย ให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใช้บริการ ผ่านการ อบรมให้ความรู้ จัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สนับสนุนการฝึกซ้อมอพยพ เป็นต้น

4.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นผู้พบเห็นความผิดปกติได้ก่อนหน่วยงานในหลายๆ ครั้ง

“ผมดีใจที่เห็นการใช้ Traffy Fondue เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอาคารหรือสถานประกอบการที่มีความเสี่ยง” นายวิพุธกล่าว

5.ทบทวนกฎหมายและข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดย กทม.ควรศึกษาและเสนอแนวทางในการ ปรับปรุงข้อบัญญัติกทม. หรือ ประสานหน่วยงานของรัฐ ในการผลักดันแก้ไขกฎหมายระดับประเทศ ต่อไป