หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.หลักสี่ แ...

ส.ก.หลักสี่ แอบกลัวบางร้าน ‘ใช้หน้าต่างหนีไฟ’ แนะเปิดให้หมด! หยุดวงจรจ่ายใต้โต๊ะ ‘จัดเรต’ กระตุ้นทางอ้อม

22.07.26 | 17:20 น.

ส.ก.ประชาชน เทียบชัดๆ ‘ร้านอาหาร vs สถานบริการ’ เสนอผู้ว่าฯ เพิ่ม Zoning หยุดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย – แอบหวั่นบางร้าน ใช้หน้าต่างแทนทางหนีไฟ แนะ ‘จัดเรตติ้ง – เปิดดาต้า’ กระตุ้นร้านเพิ่มความปลอดภัยทางอ้อม ให้ประชาชนตรวจสอบเรียลไทม์ ‘เลี่ยงจ่ายใต้โต๊ะ’

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ‘การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2569’ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม

ในตอนหนึ่ง นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก.เขตหลักสี่ พรรคประชาชน เสนอญัตติเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดําเนินการกําหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการร้านอาหารและสถานบริการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นายณพวิทย์ ตอกย้ำการทำงานที่หละหลวม ของทั้งเจ้าหน้าที่ กทม.และตำรวจ ที่ปล่อยให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 17 ปีที่แล้ว พร้อมเสนอให้ กทม.มีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการ โดยกล่าวว่า

Advertisement

“หากย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ไฟไหม้ ซานติก้าผับ เมื่อ 1 มกราคม 2552 มีผู้เสียชีวิต 67 รายบาดเจ็บกว่า 200 ราย และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา (ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) มีผู้เสียชีวิต 34 รายบาดเจ็บ 77 ราย

ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปีคำถามสำคัญที่ กทม.ต้องตอบประชาชนคือ ‘ทำไมยังปล่อยให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เราไม่เคยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ใช่หรือไม่” นายณพวิทย์เผย

นายณพวิทย์กล่าวต่อว่า ประชาชนที่มาใช้บริการไม่รู้หรอกว่า นี่คือร้านอาหารหรือสถานบริการ ไม่มีหน้าที่ต้องมาสุ่มว่าร้านนี้ปลอดภัยหรือไม่ แต่ประชาชนมีความเชื่อว่าสถานที่เขาไปใช้บริการนั้นถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่า กทม.เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เขาได้เปิดกิจการ

“ที่สำคัญ ด้วยลักษณะสถานให้บริการแบบนี้ คนที่เข้ามาใช้บริการ ย่อมอยู่ในสภาวะที่ระวังตัวน้อยที่สุด ดังนั้นจึงต้องมีความปลอดภัยสูงสุด” นายณพวิทย์ชี้

นายณพวิทย์กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสีย เป็นจุดเริ่มต้นคือ ‘ร้านที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในสถานะสถานประกอบการ แต่จดทะเบียนเป็นร้านอาหาร’ ที่มีการขออนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีดนตรีสด จึงทำให้มาตรฐานความปลอดภัยต่ำกว่าสถานบริการทั่วไป เป็นอย่างมาก

จากนั้น นายณพวิทย์ หยิบยกความแตกต่างของระหว่าง ‘ร้านอาหาร vs สถานบริการ’ โดยใช้ข้อกฎหมายมาเปรียบเทียบ ซึ่งจะต้องอยู่ในโซนนิ่ง (ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ รัชดา และพัฒน์พงษ์) เท่านั้น

“เห็นได้ชัดว่า ผับย่านเอกมัย ทองหล่อ สุขุมวิท ที่ประชาชนไปใช้บริการ แท้จริงแล้วใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ‘จดทะเบียนเป็นร้านอาหารกึ่งสถานบริการ’ ทั้งนั้น เพื่อเลี่ยงโซนนิ่ง นี่คือความน่ากลัว ว่าร้านเหล่านี้มีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ กทม.เคยบังคับใช้กฎหมาย และตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่” นายณพวิทย์ชี้

นายณพวิทย์ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ในเขตหลักสี่ พบว่ามีร้านอาหารที่ปรากฏในทะเบียน มีเพียง 11 จุด แบ่งออกเป็น ร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และดนตรี 5 จุด และ ร้านคาราโอเกะ 6 จุด แต่สิ่งที่น่าตกใจไปยิ่งกว่านั้น คือมีร้านอาหารที่แอบเปิดโดยไม่ได้ขออนุญาต

“ไปตรวจพบว่ามีความปลอดภัยที่ต่ำมาก เพดานที่ใช้เป็น โฟมพียู (PU Foam) ที่ลามไฟได้ง่าย ใช้หน้าต่างแทนทางหนีไฟ ป้ายหนีไฟก็มีไม่ครบ ซึ่งเสี่ยงอย่างมาก” นายณพวิทย์เผย

จากนั้น วิเคราะห์ปัญหาออกมา 3 ประการหลัก ดังนี้

1.ช่องโหวตทางกฎหมาย เขต Zoning ใน กทม.ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีน้อยเกินไป
“ต่อให้ผู้ประกอบการอยากทำถูกกฎหมายให้ตาย ก็ทำไม่ได้ เขาจึงเลี่ยงไปจดเป็นร้านอาหารแทน ส่งผลให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำ จากภาพ ท่านจะเห็นว่าประตูเป็นแบบลูกบิด เป็นประตูไม้อัด ซึ่งในข่าวบอกว่าเป็นบานเลื่อนด้วย (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ความจริงแล้วมันต้องเป็นแบบ ‘ผลักออก’ เท่านั้น”
“ที่สำคัญ บนเพดานเป็นวัสดุที่ลามไฟง่าย เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี แถมทำให้เกิดก๊าซพิษ เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตด้วย”

2.การละเลยปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เป็นปัญหาใหญ่สุดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

“ทุกวันนี้เราแก้ปัญหาแบบ วัวหายแล้วล้อมคอก กทม.แม้ไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ.สถานบริการ แต่เรามีอำนาจอยู่เต็มมือ คืออำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ ที่สามารถเข้าไปตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ แต่ในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผมสงสัยเหลือเกินว่า 4 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารนำโดยท่านผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน”

ซึ่งตามนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี เรื่องความปลอดภัยท่านเคยทำอะไรกับสถานประกอบการเหล่านี้บ้างไหม ผมเชื่อว่าท่านผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้ท่านให้ความสำคัญน้อยเกินไปหรือเปล่า”

“ผมย้ำว่า 4 ปีที่ผ่านมามีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่ ผมเห็นว่ามีการตรวจสอบไปแล้ว 1,091 แห่ง ผ่าน 217 แห่ง ไม่ผ่าน 607 แห่ง ปรับปรุง 551 แห่ง คำถามคือ ‘ที่ไม่ผ่าน กับ ปรับปรุง มันอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง?’ ถ้าบอกว่าตรวจแล้ว ทำไมยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นี่คือภาพที่สะท้อนการทำงานที่หละหลวม จนนำมาสู่ความสูญเสียอีกครั้ง”

“โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ดูยังไงมันก็ผิด ดูก็รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญมีเรื่องร้องเรียน ผ่านระบบทราฟี่ฟองดูว์ ด้วย ที่บอกว่าตรวจแล้วๆ ผมอยากรู้ว่าตรวจอะไร ไม่เห็นหรือว่ามันผิด?” นายณพวิทย์กล่าว และว่า


ศาลปกครองเคยตัดสินไปแล้วว่าเจ้าหน้าที่ กทม.มีความผิด ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีซานติก้าผับ ตนจึงฝากไปยังฝ่ายบริหาร ถึง ‘4 ข้อเสนอเชิงรุก’ เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อีกครั้ง ดังนี้

1.ตรวจสอบเข้มงวด สุ่มตรวจเป็นประจำ บังคับใช้กฎหมายและบูรณาการ

2.ยกระดับความปลอดภัย โดย กทม.ต้องเสนอเรื่องไปยัง รัฐมนตรี กระทวงมหาดไทย เพื่อขอปรับปรุงเขตโซนนิ่ง ผลักดันการกระจายอำนาจ ให้ กทม. ดำเนินการเรื่องนี้เอง

“รวมถึง ปรับปรุงข้อบัญญัติ/ระเบียบ กทม.ให้ครอบคลุมกับร้านอาหารกึ่งสถานบริการ เราต้องหาช่องทางแก้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ถ้าเรารอให้กระทรวงมหาดไทย มาปรับปรุงกฎหมายสถานบริการ ชาตินี้ก็คงไม่เสร็จ

เราต้องเริ่มก่อนเลย โดย ‘กำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาต มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย เทียบเท่าสถานบริการ’ ต้นทุนของผู้ประกอบการ คือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ต้องสุ่ม” นายณพวิทย์เน้นย้ำ

3.การมีส่วนร่วมภาคประชาชน บังคับให้ทุกสถานประกอบการอบรมจะซ้อมหนีไฟปีละ 1 ครั้ง และต้องรายงานผลให้ กทม.ทราบ

“การเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสร้านที่มาตรฐานความปลอดภัยต่ำ ทาง Traffy Fondue อันนี้ผมขอชื่นชมท่านผู้ว่าฯ ทำได้ดีมาก”

4.เปิดเผยข้อมูล ทำฐานข้อมูลอาคารทั้ง กทม. พร้อมจัดเรทความปลอดภัย

“เราอยากให้ กทม.โปร่งใสตรวจสอบได้ ทุกท่านทราบดีกฎหมายควบคุมอาคารเพราะถูกมองว่าเป็น ‘แหล่งเงินใต้โต๊ะ’ เงินสีเทา ดังนั้น กทม.ควรทำฐานข้อมูลแสดงในรูปแบบแผนที่ กดดูได้เลยว่าใครเป็นคนขออนุญาต อาคารประเภทนี้ใช้ทำอะไร แปลนอาคารเป็นแบบไหน เคยมีเรื่องร้องเรียนอะไรบ้าง ? และให้ประชาชนช่วยตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่ ผอ.เขต กับท่านผู้ว่าฯ เห็นผ่าน command center

ที่สำคัญ เราควรมีการ ‘จัดเรตติ้งความปลอดภัยสถานประกอบการ’ ให้ประชาชนตัดสินใจ และกระตุ้นทางอ้อมให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก”

“สิ่งที่มันเกิดไม่ใช่บทเรียนที่รอวันลืม จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น เราต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” นายณพวิทย์กล่าวทิ้งท้าย