ชัชชาติ เผยสาเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ชี้ สุ่มตรวจไม่ง่าย ‘ต้องเปิดฝ้าดู’ – ล่าสุดส่ง 17 เช็กลิสต์แจ้งร้านล่วงหน้า ย้ำต้องมี ‘ใบยืนยัน’
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ‘การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2569’ โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม
ในตอนหนึ่ง นายวิพุธ ศรีวะอุไร เสนอญัตติที่ 7.3 เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครยกระดับมาตรการกํากับดูแลตรวจสอบ และส่งเสริมความปลอดภัยของอาคารและสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
จากนั้น เข้าสู่ญัตติที่ 7.7 นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ เสนอเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดําเนินการกําหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการร้านอาหารและสถานบริการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

โดย นายชัชชาติ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆ และ กทม.ต้องปรับปรุงการดำเนินการในส่วนต่างๆ ก่อนอื่นต้องขอเล่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือคำว่า ‘สถานบริการ’ ที่ออกมาตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งยังคงบังคับใช้อยู่ ดังนั้นสถานบริการจึงรวมความหมายไปถึงหลายอย่าง เปิดได้ถึง 02.00 น. แต่ถ้าหากไม่ใช่สถานการณ์ต้องปิด 00.00 น.
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมี พ.ร.ฎ.โซนนิ่ง 2545 (พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ พ.ศ.2545) ที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย เพิ่งกำหนดให้ทางสถานบริการได้ใน 3 พื้นที่
“และมีเหตุการณ์ซานติก้าผับ เกิดปี 2551 คร่อม 2552 เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็มีการออกกฎหมายในปี 2555 เป็นกฎกระทรวง ตามกฎหมายควบคุมอาคาร 2522 (กฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ.2555) ที่ทำให้มีความเข้มข้นกับสถานบริการมากขึ้น
ต้องควบคุมวัสดุติดไฟ ทางหนีไฟอย่างเข้มข้นมาก ดังนั้นถ้าเกิดเป็นสถานบริการ ก็จะมีกฎหมายที่ตรวจให้เข้มข้นมากขึ้น จึงกราบเรียนเป็นข้อมูล” นายชัชชาติเผย
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า สถานบริการที่ผ่านมา แทบจะไม่มีการออกใบอนุญาตใหม่เลย เพราะอยู่นอกโซนนิ่ง ดังนั้นทำให้เวลาเขามาขอใบอนุญาตกับทาง กทม.ก็จะเป็นรูปแบบ ‘ร้านอาหาร’ และอาจจะมีพ่วงกับการแสดงดนตรี และขายสุรา ซึ่งกรมสรรพสามิตเป็นผู้ออกใบอนุญาต
“ดังนั้น ถามว่าในการกำกับดูแลเราจะใช้ตัวที่ให้อำนาจเรามากที่สุด ซึ่งก็น่าจะเป็น พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ คือเป็นการประกอบกิจการอันตราย ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมาเรามีเช็กลิสต์ที่จะไปตรวจ แต่ไม่ได้เข้มข้นเหมือนสถานบริการ ก็จะมีรายละเอียดของการตรวจอยู่ เวลา ผอ.เขต เข้าไปตรวจก็จะมีทั้งฝ่ายอนามัย ฝ่ายดับเพลิง ไปตรวจตามลิสต์นี้” นายชัชชาติเผย
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ตนไม่ได้พูดว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ต้องการจะเรียนให้ทราบว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ ดังนั้นหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น บางอย่างไม่ได้สะท้อนในเช็กลิสต์
ในส่วนของกรณีของ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ซึ่งตนได้คุยกับทางพิสูจน์หลักฐาน ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครผิดใครถูก แต่จะเห็นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“เข้าใจว่าสถานที่เกิดเหตุ อย่างที่บอกว่าขออนุญาตเป็นร้านอาหาร มีเล่นดนตรีและดื่มสุรา ซึ่งมันจะมี ‘ฝ้า’ ที่เป็นยิปซัม ซึ่งทนไฟได้ 2 ชั่วโมง เหนือฝ้าขึ้นไปเขาใช้ ‘โฟมกันเสียง’ ฉีด เข้าใจว่าเนื่องจากมีเสียงรบกวนพื้นที่ข้างเคียง จึงมีการฉีดโฟมกันเสียง โดย ‘ฉีดหุ้มสายไฟ’ ที่จะมีการต่อแยกจาก 5 เส้นมารวมเป็นเส้นเดียว ทั้งหมดนี้ถูกโฟมหุ้มอยู่ อยู่ใต้ฝ้าอีกชั้น จากที่ทางพิสูจน์หลักฐานได้อธิบาย’
น่าจะเกิดจากไฟชอร์ตตรงตัวแยกของสายไฟ ทำให้ไฟที่อยู่เหนือฝ้า คุอยู่ในโฟมอย่างรุนแรง แต่ยังไม่ลงมาถึงข้างล่างเนื่องจากตัวฝ้ายิปซั่ม กันไฟได้ดี จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง ฝ้ารับไม่ไหว ก๊าซทั้งหลายจึงรั่วออกมา และเห็นเป็นไฟที่พุ่งออกไปด้านนอก อากาศที่ดีถูกดูดเข้าไปด้านล่าง” นายชัชชาติเผย
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เนื่องจากตัว ‘พียูโฟม’ เข้าใจว่า ถ้าเป็นตัวที่ลามไฟจะมีก๊าซไซยาไนด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ จากการสอบถามทำให้เข้าใจได้ว่า ผู้เสียชีวิตเกิดจากการที่มีก๊าซทั้งสองนี้อยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
“จะเห็นได้ว่าการไปตรวจอาคารเหล่านี้ไม่ได้ง่าย เพราะต้องไปดูว่าไฟต่อยังไง ใช้โฟมอยู่ตรงไหน ต้องไปเปิดฝ้าอาคารดู ดังนั้นเราจึงมีการประชุมหารือกันและเอาบทเรียนนั้นมาขยายผล เพื่อปรับเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานอัคคีภัยให้เข้มข้นขึ้น
โดยใช้มาตรฐานเดียวกับสถานบริการ เพิ่มใน checklist 17 รายการที่เราออกมาแล้ว มีการคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้าน เพื่อให้เช็กลิสต์นั้นมีมาตรฐานที่เข้ม ไม่น้อยกว่าสถานบริการ”
นายชัชชาติเผยว่า ทาง กทม.มีสถานประกอบการที่ดูแลประมาณ 1,000 กว่าแห่ง ปัจจุบันตรวจไป 880 กว่าแห่ง ซึ่งตาม พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ ให้อำนาจในการแนะนำเพื่อปรับปรุงได้
“ที่ผ่านมี 200 กว่าแห่ง ที่ให้ปรับปรุง 500 กว่าแห่ง และให้ปิดเลย เนื่องจากมีข้อผิดพลาดที่รุนแรง 59 แห่ง ในช่วง 3 วัน ต้องมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง” นายชัชชาติกล่าว และว่า
ที่ผ่านมาหลายครั้งตอนไปตรวจสอบนั้นเรียบร้อย แต่เมื่อเปิดปฏิบัติการแล้ว อย่างเช่นที่ลาดพร้าว ตอนไปตรวจสอบก็พบว่ามีทางหนีไฟตามปกติ แต่พอทำงานจริงมีการตั้งโต๊ะขายลูกอมอยู่หน้าทางหนีไฟ เป็นต้น ดังนั้นก็คงต้องเพิ่มการสุ่มตรวจให้มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะตอนที่มีการแจ้ง
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ร้านที่เปิดหลังเที่ยงคืนจะเข้านิยามของสถานบริการ ซึ่งจากที่เราตกลงกับทางตำรวจคือ เจ้าหน้าที่เขตต้องแจ้งให้ตำรวจเข้าไปดำเนินการ ตามกรอบของสถานบริการ

“ถ้าไม่มีใบอนุญาตสถานบริการ ตำรวจต้องเป็นคนดำเนินการปิด เสนอให้ทาง ตร.เป็นผู้ดำเนินการ ได้มีการตกลงเรื่องความรับผิดชอบกัน
แต่ก่อนเราไปตรวจไม่บอกล่วงหน้า แต่ตอนนี้ ‘เราจะบอกล่วงหน้า’ เพราะ 17 รายการของเรา ในหลายรายการต้องให้เขามี ‘ใบยืนยัน’ ยกตัวอย่างเช่น การต่อไฟที่ไม่สมบูรณ์ ต้องมีรายงานของวิศวกรไฟฟ้ารับรอง ว่ามีการต่ออย่างถูกต้อง รวมถึงยืนยันคุณภาพโฟม ที่ไม่ลุกลามไฟ”
“ดังนั้น ถ้าเกิดเราไปสุ่มตรวจโดยที่ไม่บอกเขาล่วงหน้า โอกาสที่เขาจะเตรียมข้อมูลไว้ให้เราก็จะไม่มี เชื่อว่าหลายอย่างการบอกล่วงหน้ามีข้อดี คือทำให้เข้าใจว่าจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ซึ่งตอนนี้เราได้ส่ง checklist 17 รายการให้ทางผู้ประกอบการแล้ว วันเสาร์-อาทิตย์นี้จะเชิญผู้ประกอบการทั้ง 900 รายเข้ามาคุยที่เขต และอธิบายการตรวจต่างๆ
ต้องทำให้ถูก ถ้าเกิดผิดก็ต้องมีการยึดใบอนุญาตไม่ให้ดำเนินการต่อ ขณะเดียวกันร้านเหล่านี้ก็เป็นคนสำคัญที่ช่วยในการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย เรื่องความปลอดภัยต้องมาอันดับ 1 ไม่มีทางที่จะละเลยตรงนี้” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติยังเผยด้วยว่า นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งให้ทางรองปลัด กทม.เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ ร้าน โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่ามีการเปลี่ยนแปลงขออนุญาตอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?
โดยในปัจจุบัน มีผู้แจ้งร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Fondue แล้ว 27 ราย พร้อมขอให้ทาง ส.ก.เขตช่วยกันเป็นหูเป็นตาร้านที่ทางเขตละเลย หรือไม่ดำเนินการ




