ทลายแก๊ง ‘Style Cycle’ ยึด 23 ล้าน ลวงเปิดร้านออนไลน์-ฟอกเงิน เชื่อมแก๊งคอลปอยเปต
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เซาวนาศัย ผบช.ก. พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท. ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.หญิง นิมมิตา สุพรรณ สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. ร.ต.อ.บุญชัย ถิรภัทรไพบูลย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอท. ร่วมแถลงปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจับกุม 19 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ตาก, กาญจนบุรี, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, เชียงราย และเชียงใหม่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 17 ราย
1.กลุ่มควบคุมสั่งการและฟอกเงิน 3 ราย คือนายสมคิด อายุ 21 ปี, นายชีวัน อายุ 29 ปี และ น.ส.ปรียาดา อายุ 48 ปี 2.กลุ่มผู้รับ-ส่งเงินและถอนเงินสด 7 ราย ได้แก่ น.ส.เกตวดี อายุ 38 ปี, นายนิพนธ์ อายุ 37 ปี, นายฉาง อายุ 19 ปี, นายโชคชัย อายุ 32 ปี, น.ส.กมลวรรณ อายุ 32 ปี, น.ส.ทิพวรรณ 39 ปี และนายภาคภูมิ อายุ 37 ปี 3.กลุ่มบัญชีม้า 7 ราย ได้แก่ น.ส.กุสุมาอายุ 37 ปี, น.ส.เจณิศา อายุ 47 ปี, นายพงษ์ศักดิ์ อายุ 38 ปี, น.ส.ชนนก อายุ 19 ปี, น.ส.ธิตารัตน์ อายุ 18 ปี, น.ส.จิรารัตน์ อายุ41 ปี และนายพิพัฒน์ อายุ 47 ปี

พร้อมตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในวันเกิดเหตุ, เงินสดหลายสกุล, ทองคำแท่ง น้ำหนัก 45 บาท, รถยนต์หรู 6 คัน, พระเครื่อง, เครื่องประดับ, กระเป๋า-รองเท้าแบรนด์เนม, นาฬิกาหรู และแหวนเพชร รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 23,000,000 บาท
พ.ต.ต.ลัทธพลกล่าวว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายถูกกลุ่มคนร้ายใช้เพจเฟซบุ๊กหลอกชวนเปิดร้านค้าออนไลน์ และดึงเข้ากลุ่ม Line OpenChat ชื่อ “ซื้อ-ขาย Style Cycle Market” ซึ่งมีสมาชิกหน้าม้ากว่า 1,000 คน ก่อนหลอกให้ลงทะเบียนเปิดร้านผ่านเว็บไซต์ “STYLE CYCLE” จากนั้นทำทีมีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า แต่กลับแจ้งว่าถอนเงินไม่ได้ เนื่องจากยอดขายหรือเครดิตไม่พอ จึงดึงเข้ากลุ่มไลน์ “สร้างเครดิตร้านค้า” ใช้อุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินทำภารกิจเติมเงินหมุนเวียนสต๊อก ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวม 25 ครั้ง ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน รวมมูลค่าความเสียหาย 14,750,000 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริง

ภายหลังผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินพบว่ากลุ่มคนร้ายมีการยักย้ายถ่ายเทเงินอย่างซับซ้อน นำเงินไปซื้อสินค้าส่งออกไปกัมพูชา, ถอนเงินสดนำส่งเครือข่ายชาวจีนย่านรัชดาภิเษก และสั่งซื้อทองคำเพื่ออำพรางแหล่งที่มา โดย น.ส.ปรียาดาได้เปิดบริษัทบังหน้าในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก รับฟอกเงินส่งให้แก๊งสแกมเมอร์ฝั่งเมียนมาและกัมพูชา ได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 25 ขณะที่นายชีวัน ทำหน้าที่รวบรวมเงินสดนำส่งชาวจีน รับค่าจ้างร้อยละ 5
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า ในปี 2568 มีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 149 ล้านบาท เชื่อมโยงคดีฉ้อโกงออนไลน์อื่นอีกกว่า 226 คดี ความเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.ท.หญิง นิมมิตา กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการสอบสวนกลุ่มผู้ต้องหาบัญชีม้าชาวไทย ได้แก่ น.ส.เจณิศา, น.ส.ธิตารัตน์ และนายพิพัฒน์ ได้ให้การตรงกันว่าถูกหลอกสมัครงานผ่านเฟซบุ๊กและ TikTok อ้างเป็นงานแอดมินตอบแชตหรือขับรถ รายได้เดือนละ 18,000-19,000 บาท เมื่อหลงเชื่อกลับถูกพาไปเปิดบัญชีธนาคารหลายแห่ง ก่อนพาตัวขึ้นรถตู้สลับหลายคันพาเดินทางไปยังชายแดน จ.สระแก้ว และ จ.จันทบุรี โดยมีชายฉกรรจ์พกอาวุธปืนคอยควบคุม จากนั้นบังคับเดินเท้าข้ามชายแดนช่องทางธรรมชาติไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา
เมื่อไปถึงได้ถูกยึดโทรศัพท์มือถือและเอกสารประจำตัวทั้งหมด ก่อนนำไปกักขังไว้ในห้องพัก ซึ่งเป็นอาคารกรงเหล็ก มีชายฉกรรจ์ถืออาวุธปืนและปืนไฟฟ้าคุมเข้มตลอด 24 ชั่วโมง บังคับให้ทำงานตัดต่อภาพและเป็นแอดมินหลอกคนไทย โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ให้การว่า ถูกสั่งให้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันการโอนเงินติดต่อกันนาน 3-4 วัน โดยถูกขู่ว่าหากขัดขืนจะถูกทำร้ายถึงชีวิต จนกระทั่งบัญชีธนาคารถูกอายัดใช้งานไม่ได้ กลุ่มคนร้ายจึงยอมปล่อยตัวเดินเท้ากลับเข้าฝั่งไทยโดยไม่ได้ค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่ ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






