หน้าแรก ในประเทศ หลายประเทศไปถ...

หลายประเทศไปถึงไหนแล้ว? ส.ก.ประชาชนเทียบชัดๆ ‘สภาท้องถิ่น’ ยิ่งกว่าไลฟ์สด อักษรเบรลล์ยังมี

31.07.26 | 16:24 น.

ส.ก.ประชาชน หนุนไลฟ์สดประชุมสภาฯ ย้ำ คือหลักฐานการตัดสินใจของเมือง – ยกเคส ‘สภาท้องถิ่น’ เทียบชัดๆ หลายประเทศไปถึงขั้นไหน? เปิดหมดไม่ใช่แค่ไลฟ์สด มียัน ‘อักษรเบรลล์

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 12.20 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีนายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย คณะรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) คณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการเขต 50 เขต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาญัตติที่ 7.9 ร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในและการพิจารณา 3 วาระรวดเดียว ซึ่งเสนอโดย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก กลุ่มคนทำงาน ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มความโปร่งใสในการอภิปราย

ในตอนหนึ่ง นายปิยวัช รังผึ้ง ส.ก.เขตราษฎณ์บูรณะ ร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าวว่า ตนเชื่อว่า สภากทม.เป็นสภาของประชาชน จึงควรได้รับรู้ว่าสมาชิกแต่ละท่านอภิปราย และตัดสินใจเรื่องใดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา

Advertisement

โดยสาระสำคัญของการไลฟ์สด คือ

1.ความโปร่งใส (transparency) ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลได้เองโดยไม่ต้องรับฟังจากการเล่าต่อ

2.ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เมื่อการประชุมถูกเปิดเผย สมาชิกทุกท่านต้องอภิปรายเหตุผลในการตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา

“ปัจจุบันข้อมูลสภายังอยู่ในลักษณะที่เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก ต้องค้นหาเอกสารหลายส่วน บางครั้งไม่ทราบว่าจะค้นหาได้จากที่ใด และข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน ถ้าเรามีระบบถ่ายทอดสดแล้วจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ประชาชนจะสามารถติดตามย้อนหลังและค้นหาประเด็นที่สนใจ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้” นายปิยวัชระบุ

นายปิยวัชกล่าวต่อว่า เป้าหมายของเราจึงคือการที่ ‘มีข้อมูลใช้งานได้จริง’ ซึ่งการถ่ายทอดสดจะสร้างประโยชน์หลายด้าน ประชาชนสามารถรับฟังได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงหากพลาดก็สามารถย้อนชมได้ นอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชน ในการศึกษาการทำงานของสภากทม. ในระยะยาว

นายปิยวัชกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่และไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยหยิบยกฐานกฎหมายที่รองรับอยู่แล้ว อาทิ ‘พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540’, มาตรา 9 (1) คำวินิจฉัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน มาตรา 9 (3) แผนงานและงบประมาณ, มาตรา 9(7) มติของสภากรุงเทพมหานคร ดังนั้น ญัตตินี้จึงทำให้สิทธิของประชาชนเกิดขึ้นได้จริงมากขึ้น

จากนั้น นายปิยวัช นำเสนอมาตรฐานสากลของมหานคร โดยเปรียบเทียบกับหลายเมืองในทวีปเอเชีย อาทิ สภาโตเกียว สภากรุงโซล โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถของระบบ ทั้งในแง่ของ 1.บันทึกการประชุมอิเล็กทรอนิกส์, 2.การค้นหาตามปี/สมัย/คณะกรรมการ, 3.ค้นหาตามรายชื่อสมาชิกสภา และ 4.เชื่อมโยงกับวิดีโอบันทึกการประชุม

ซึ่งพบว่า สภากทม.ในรูปแบบปัจจุบัน ไม่สามารถค้นหาตามรายชื่อสมาชิก หรือเชื่อมโยงกับวีดีโอการประชุมได้

“ทุกท่านจะเห็นถึงการเปรียบเทียบ ระหว่างสภาเมืองหลวง หรือเขตปกครองพิเศษที่คล้ายกับกรุงเทพฯ ว่าในต่างประเทศไทยเขาสามารถพัฒนาระบบเปิดเผยการประชุม ไปได้ถึงขั้นไหนแล้ว

กทม.เองซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ก็ควรยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมเช่นเดียวกัน”

จากนั้น นายปิยวัช อธิบายข้อกังวลในเรื่องระบบเทคโนโลยี ที่ชี้ว่าในประเทศไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540, หรือ data.co.th ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ โดย กทม.สามารถเชื่อมโยงชุดข้อมูลเข้าไปได้ทันที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

เมื่อมีข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลแล้ว จะสามารถต่อยอดสู่ยุค ‘Open data’ ซึ่งไม่ใช่บันทึกการประชุมเพียงรูปแบบไฟล์ PDF แต่ต้องเป็นไฟล์ CSV หรือ JSON ซึ่งนักวิจัยและสื่อ สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และติดตามการทำงานต่อได้ จนถึงผู้พัฒนา ที่จะสามารถสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมได้อีกด้วย

“เรามองภาพใหญ่เมื่อมีการ เปิดการประชุม ก็จะเกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบ และพัฒนาไปเป็น Open Data ได้ ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้เชื่อมโยงกัน และจะนำไปสู่การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“รายงานการประชุมไม่ใช่แค่บันทึกประจำวัน แต่คือ ‘ความทรงจำของเมือง’ เป็น หลักฐานของการตัดสินใจและเป็นข้อมูลที่ประชาชนคนเข้าถึงได้อย่างสะดวก

การถ่ายทอดสดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชนและพัฒนาไปสู่การบริหารเมืองด้วยข้อมูลเปิด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงร่วมสนับสนุนญัตตินี้” นายปิยวัชกล่าว

 

ด้าน นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ส.ส.เขตทวีวัฒนาพรรคประชาชน กล่าวเสริม เพื่อสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยหยิบยกหนึ่งในวาระผูกพัน คือการที่ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบัน ใน ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ แห่งสหประชาชาติ’ ซึ่งรับรองหลักการสำคัญไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการเรียนส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน โดยปราศจากอุปสรรคทางกายภาพ

ซึ่งไทยเองก็ได้มีการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในปี 2551 ที่ได้มีการวางหลักไว้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกันในมาตรา 20(7) ในเรื่องของ ‘ล่ามภาษามือ’ ซึ่งก่อนที่จะให้สัตยาบัน ก็ได้ออก พ.ร.บ. นี้เรียบร้อยแล้ว

“การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน การตัดสินใจทุกอย่าง ณ ที่นี้ จึงกระทบชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก กระทบชีวิตพี่น้องประชาชนตั้งแต่เรื่องถนนหนทาง ฟุตปาธ ขยะหน้าบ้าน ไปจนถึง กฎหมายต่างๆ และงบประมาณจากภาษีพี่น้องประชาชน สภากทม.แห่งนี้ จะเป็นสภาของทุกคนไม่ได้เลย ถ้าเรายังคงละเลยและทอดทิ้งพี่น้องคนพิการให้อยู่ในความเงียบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่เต็มที่” นายณัฐนนท์ชี้

นายณัฐนนท์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น ร่างข้อบังคับการประชุมสภากทม. ที่ให้มีล่ามภาษามือ จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ เรามีตัวอย่างจาก รัฐสภาของไทยเราเอง ในระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา พ.ศ.2557 ซึ่งสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับสภากทม. แห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย ให้เหมาะสมกับบริบทของเรา

จากนั้น นายณัฐนนท์ นำเสนอตัวอย่าง ‘สภาท้องถิ่น’ ในต่างประเทศ อาทิ

‘สภานครนิวยอร์ก’ ที่มีกฎหมายท้องถิ่นบังคับให้การประชุมสภาเมือง รวมถึงการรับความเสี่ยงสูงสาธารณะต้องมีล่ามภาษามือ ถ่ายทอดสดควบคู่กันเสมอ รวมถึง สามารถรับเอกสารที่สำคัญในรูปแบบของอักษรเบรลล์ ได้ตามคำเรียกร้องของประชาชน

‘สภากรุงลอนดอน’ มีมาตรฐานเช่นเดียวกันครอบคลุมการเข้าถึงทั้งถ่ายทอดสด ที่ต้องมีล่ามภาษามือและจัดทำสื่อรองรับคนทุกกลุ่ม เช่น ผู้พิการทางสายตา เพื่อให้มีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่

‘สภานครบริสเบน’ ที่มีการจัดทำรายงานสรุปการประชุม และ ข้อบังคับมือเป็นสื่ออักษรเบรลล์ รวมถึงไฟล์ดิจิทัลที่อ่านด้วยเครื่องได้

“ตัวอย่างเหล่านี้ เป็นการออกแบบสภาที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งระบบ จึงขอเสนอแนะ สำหรับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน สภากทม.ของเราควรมีการถ่ายทอดสดที่มีระบบรองรับชัดเจน

ทั้งการจัดทำคำบรรยายสดและล่ามภาษามือในทุกการประชุม รวมถึง กำหนดให้เอกสารและข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรายงานการประชุม, เอกสารงบฯ หรือร่างข้อบัญญัติต่างๆ สามารถขอรับได้ และไฟล์ดิจิทัลมาตรฐาน ที่ใช้เครื่องอ่านหน้าจอและเครื่องอ่านเบรลล์” นายณัฐนนท์กล่าว และว่าขอสนับสนุนร่างของ ท่านวิพุธ