เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ต.อ.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผู้บังคับการ(รองผบก.)กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) เปิดเผยการตรวจสอบงบประมาณบูรณะและปฎิสังขรณ์วัดเพื่อสนันสนุนให้วัดทำโครงการต่างๆภายหลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)เข้าพบ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป.เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจากการตรวจพบว่ามีบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดว่า พนักสอบสวนของ บก.ปปป.ลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบมีผู้ร่วมกระทำความผิด 8 คน ทั้งอดีตราชการ ข้าราชการ และบุคคลทั่วไปอีก 4 คน ซึ่งช่วงบ่ายทางพนักงานสอบสวนได้ตรวจสำนวนก่อน ที่จะนำสำนวนการสอบสวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาสำนวน ตามมาตรา 83 ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามกฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั่น มาตรา 147 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท” และ มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่พนักงานสอบสวน บก.ปปป.รวมพยานหลักฐานส่งมา ส่วนผู้กระทำความผิดที่ติดตามตัวมาได้ 4 คนนั้นไม่ได้ควบคุมตัวมาที่ ปปช. เนื่องจากทางพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุมตัว
ด้าน พ.ต.อ.วสันต์ เกศะรักษ์ ผกก.3 บก.ปปป. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หาข้อมูลพบหลักฐานเป็นจดหมายจากนักกฎหมายส่งมาที่วัดที่ตกเป็นเหยื่อแถบจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อตรวจสอบในเนื้อหาจดหมายพบว่าเป็นคำแนะนำให้กับทางวัดว่าหากตำรวจเข้ามาสอบสวนให้ปฎิเสธกลับคำให้การแก้เกี้ยวโดยโยนความผิดให้กับผู้เสียชีวิต แต่ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน บก.ปปป.มีการตรวจสอบพบจดหมายนี้ก่อน จึงมีพยานหลักฐานแน่หนามากเพื่อเอาผิดกับผู้ร่วมกระทำความผิดทั้ง 8 คน มีทั้งอดีตข้าราชการ พศ. 2 คน รับราชการอยู่ที่ พศ. 2 คน และอีก 4 คนเป็นเครือญาติที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง

