หน้าแรก ในประเทศ เจาะวาทะเดือด...

เจาะวาทะเดือดปมเสียบบัตร นภาพล โวยโดนปธ.‘ปิดปาก’ วิรัตน์ ขอเอกสาร ดร.จอห์น ลุกเบรก ‘เสียเวลาประชุม’

3.08.26 | 17:10 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งมีการพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระที่ 1 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ก่อนเข้าสู่วาระประชุม น.ส.ภัทราภรณ์ ได้ชี้แจงกรณี ส.ก.พรรคประชาชน ถูกกล่าวหาเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในการประชุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังการชี้แจงได้มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครลุกขึ้นอภิปรายหลายราย

ในตอนหนึ่งนายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า ตนขอพูดถึงวิธีการเพราะการโหวตวันศุกร์ที่ผ่านมาไม่ใช่การโหวตครั้งแรก การโหวตประธานสภาก็ใช้วิธีเดียวกัน สมาชิกทุกคนรู้ว่าเวลาจะมีการโหวตต้องให้ประธานสั่งเปิดระบบก่อน

เพราะฉะนั้น ก่อนโหวตประธานสั่งเปิดระบบ แล้วในระบบการแสดงตัวตนวันนั้นขึ้นบนจอชัดเจนว่ามี 41 ท่าน รวมทั้งประธานทั้งสองท่านที่อยู่บนบัลลังก์ คือ นายนริสสร แสงแก้ว ส.ก. เขตบางเขน และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2และ นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก. เขตบึงกุ่ม และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 แสดงว่าทุกบัตร 41 คน แสดงตัวตน พร้อมทั้งนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก. เขตยานนาวา และว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ สก. เขตสาทร ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ก็ตาม แต่บัตรก็เสียบไว้และกด

“บัตรขึ้นสถานะสีเขียวพร้อมที่จะลงคะแนนได้ คือบัตรไม่ได้เสีย ที่ท่านบอกว่าแท่นเสีย ไม่ใช่ เพราะว่าตัวตนแสดงอยู่ ถ้าแท่นเสีย มันจะเป็นสีส้มไม่เป็นสีเขียว พอประธานบอกให้ลงคะแนน สถานะบนช่องเสียบบัตรจะมีไฟกระพริบสามดวง สีเขียว สีเหลือง สีแดง พร้อมที่จะลงคะแนนได้ ถึงท่านจะอยู่ในห้องและเข้ามา ท่านก็สามารถกดได้เลย เพราะสถานะให้ลงคะแนนได้ มันชัดเจนไม่มีอะไรแตกต่าง ฉะนั้นคนที่อยู่ข้างนอกและเข้ามาลงลงคะแนนต้องกด วันนั้นท่านบอกว่าแท่นท่านเสีย ได้แสดงตัวตนท่านอยู่ข้างนอก แต่ชื่อท่านอยู่บนจอ แสดงว่าไม่ได้เสีย” นายนภาพล กล่าว

Advertisement

นายนภาพล กล่าวต่อไปว่า อันที่ 2 เข้ามากด มันไม่ใช่มีคนเห็นคนเดียว ท่านประธานสอบพวกที่เห็น ตนอยู่ตรงนี้อาจจะไม่เห็น แต่พวกที่อยู่ตรงนั้นทั้งแถวเห็นหมด อย่างน้อย 3-4 คนที่เห็น ว่าคนที่กดแทน กดของตัวเองก่อน พอไฟกระพริบ กดสีเขียวไฟจะหยุดกระพริบจะค้างสีเขียวไว้ แต่ไปกดอันที่ยังมีกระพริบอยู่อีกอันหนึ่ง จะบอกว่านั่งใกล้คงไม่ได้ เพราะตนนั่งใกล้กัน 3-4 คน ติดกัน ถ้าจะกดต้องเอื้อมไปกด

“ฉะนั้นการแสดงตัวตนวันนั้นมี 41 แต่ในห้องประชุมมี 40 คน ท่านไซรามบอกโทรศัพท์อยู่ข้างนอกไม่ได้เข้ามา แต่พอเข้ามาถึง เห็นปุ่มมีการลงคะแนนให้แล้ว สถานะคือกดสีเขียวค้างลงคะแนนแล้ว แสดงว่าต้องมีคนกดแทน แล้วหลังจากที่เราตรวจสอบกันทั้งหมด ข้อเท็จจริง คุณภัทรศักดิ์ ยอมรับว่าเขาไปกดเครื่องของคุณไซราม นี่ปฎิเสธไม่ได้ ขึ้นศาลก็เป็น ข้อเท็จจริงยุติว่ากดแน่นอน ถึงท่านจะกดผิดก็ตาม แต่ท่านกดแค่ครั้งเดียว ไม่ใช่กดสองครั้ง กดสองครั้งเป็นไปไม่ได้ ในกรณีนี้ผมว่าความผิด คือระบบผมไม่กล้าตัดสินชัดเจนว่าผิดไม่ผิด แต่ท่านประธานในฐานะประมุขของสภากรุงเทพมหานครแห่งนี้ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ตอนนี้ผมจําได้ว่าท่านประธานต้องตั้งกรรมการเพื่อสอบจริยธรรม จํานวน 3 ท่าน แต่บทลงโทษจริยธรรมมันนิดเดียว” นายนภาพล กล่าว

นายนภาพล กล่าวต่อว่า ท่านประธานต้องทําให้ถึงที่สุด เพราะตอนนี้มีคนกล่าวในไลฟ์ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาบอกท่านประธานทําอะไรอยู่ ขั้นตอนต่อไป ความผิดที่เกิดขึ้น ถ้าผิดมันผิดกฎหมาย ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ผิดกฎหมายอาญา 157 ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“ตอนแรกคิดว่าคุณไซรามไม่น่าจะผิด แต่พอมาดูข้อกฎหมายในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย และไปดูแนวคําพิพากษาศาลฎีกาต่าง ๆ ท่านไซรามเข้ามาเห็นปุ่มสีเขียวโดนกดแล้ว ตอนนั้นจริงๆ คุณไซรามต้องแจ้งว่าปุ่มของตนไม่รู้ใครมากด พอท่านไม่ได้แจ้ง มันจึงเข้าข่ายว่าท่านเพิกเฉย และละเว้น ผมเป็นห่วงท่านประธานว่า สภาของเราแห่งนี้ ตอนนี้เราดูเรื่องความโปร่งใส ถ่ายทอดสด และคนเห็นทั่วประเทศ ถ้าเราไม่จัดการอะไรให้ถึงที่สุด” นายนภาพล กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เราไม่น่าคุยกันยาว ประเด็นที่ท่านนภาพล แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนเป็นองค์ประชุมในสภากรุงเทพมหานคร ตนก็อยู่มา 4 ปีเหมือนกันกับท่าน เราไม่ต้องกดปุ่มอะไรเลยในการยืนยันตัวตน มันคือการกดบัตรลงไป ซึ่งเรื่องนี้ตนได้แจ้งไปแล้วว่าหากท่านการยืนยันตัวตนเป็นองค์ประชุมของสภากรุงเทพมหานคร คือ การกดบัตรลงไปในช่องเสียบบัตรเท่านั้น

“จากที่มีคลิปในไลฟ์สดที่พี่น้องประชาชนสามารถเข้าไปดูได้ เมื่อเปิดระบบบัตรก็เสียบอยู่แล้ว ดังนั้นท่านไซรามและท่านภัทรศักดิ์ก็เป็นองค์ประชุม โดยที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ส่วนเรื่องการตั้งกรรมการสอบจะต้องมีหนังสือร้องเรียนมายังประธานสภา ดิฉันไม่สามารถตั้งกรรมการสอบเองได้ ซึ่งดิฉันรอหนังสือจากตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แจ้งว่าจะยื่นมาอยู่ และการแจ้ง 157 ดิฉันในฐานะประธานก็สามารถทําได้ตามสะดวก” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

ในระหว่างนั้นนายนภาพลได้ขออภิปรายต่อหลายครั้ง แต่ประธานสภาไม่อนุญาต จนนายนภาพลกล่าวว่า ท่านประธานจะปิดปากพวกตนได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับศักดิ์ศรีประธาน

จากนั้น นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง จะลุกขึ้นกล่าวว่า เรายังอยู่เรื่องแรก วาระแรก เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมทราบ คือเรื่องเหล่านี้ ที่ท่านประธานได้กรุณาดำริเมื่อสักครู่ รวมถึงเพื่อนสมาชิกได้พูดประเด็นต่าง ๆ มันไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ท่านจะใช้เวลาการประชุมสภากรุงเทพมหานครที่เป็นวาระเรื่องงบประมาณ 2570 เรื่องความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เรื่องการตรวจสอบ เรื่องที่ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะแถลงเรื่องงบประมาณ เรามาติดอยู่ที่ตรงนี้ ต้องเดินหน้าต่อ

“ส่วนเรื่องของข้อกฎหมาย ก็ทำไปข้อบังคับการประชุมทุกท่าน ถ้าท่านไม่มี ผมเอาให้เพิ่มได้ ผมถ่ายเอกสารมาให้แล้ว ข้อบังคับการประชุมว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ท่านเถียงกันตรงนี้ท่านพูดกันตรงนี้มันไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาการประชุม ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุมดําเนินการต่อไปที่วาระสอง” นายสุรจิตต์ กล่าว

ต่อมาด้าน น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กล่าวว่า อาจมีท่านถามว่าทำไมตนถึงออกมาพูดช้า และปล่อยเวลาล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ เพราะตนอยากจะเห็นว่าเพื่อนสมาชิกและทางพรรคประชาชนจะดําเนินงานกันอย่างไร

“วันนั้นดิฉันในฐานะเป็นผู้ที่เห็นด้วยตาตนเองพร้อมกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าท่านภัทรศักดิ์กดปุ่มโหวตของตนก่อนและเอื้อมมือมาเปิด ปุ่มโหวตของท่านไซรามต่อมา ถ้าท่านอ้างว่าท่านกดปุ่มผิด ที่จริงท่านก็น่าจะกดปุ่มของท่านไซรามก่อน แล้วค่อยกดปุ่มของตนเอง ดิฉันคิดว่ามันก็ต้องมีบันทึกว่าใครกดนาทีที่เท่าไหร่ห่างกันกี่วินาที และดิฉันก็อยากจะทราบอีกว่า ทำไมท่านถึงไม่ยกมือขึ้น” น.ส.นิภาพรรณ กล่าว

ด้านน.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ที่ใช้เวลานาน ซึ่งได้แจ้งไปแล้วว่า อาจจะมีการใช้เป็นหลักฐานในคดีต่างๆในอนาคต จึงต้องตรวจสอบละเอียด แล้วมาแจ้งเพื่อนสมาชิกในวันนี้

“ดิฉันได้กล่าวไปแล้วเช่นเดียวกันว่าการที่จะเข้าสู่กระบวนการต้องมีเรื่องร้องเรียนผ่านมาก่อน ดิฉันจึงอยากให้เพื่อนสมาชิกรีบส่งหนังสือ จะได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบในด้านจริยธรรมต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันจะรีบเร่งให้อย่างที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนสนใจ” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

ด้านนายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี กล่าวว่า ขอประท้วงประธานสภา โดยระบุว่าประเด็นการลงมติที่กำลังเป็นข้อถกเถียงนั้น เป็นเรื่องที่ประธานสภาเป็นผู้หยิบยกขึ้นมาชี้แจงเอง แต่การชี้แจงยังไม่มีความชัดเจน ทำให้สมาชิกสภาหลายคนไม่เข้าใจ พร้อมทั้งเห็นว่าประธานพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ตนในฐานะ ส.ก. พรรคเพื่อไทย ไม่ทราบว่ามีสมาชิกคนใดจะเป็นผู้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

นายวิรัตน์กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุตนได้ลาประชุมอย่างเป็นทางการเนื่องจากติดภารกิจสำคัญ แต่หลังเสร็จภารกิจได้ติดตามการประชุมผ่านการถ่ายทอดสด จึงรับทราบเหตุการณ์จากการประชุมและจากการรับฟังเพื่อนสมาชิก

“ท่านประธานเปิดเรื่องนี้เอง และท่านประธานบอกว่ามีการสอบสวนเบื้องต้นจริง ๆ แล้วในการรายงานแจ้งที่ประชุมสภาในระเบียบวาระที่หนึ่งท่านประธานต้องมีเอกสารด้วย ผมขอเอกสารท่านประธาน สรุปว่าวันนี้ท่านประธานขอสอบสวนใครไปมีการบันทึกอย่างไรที่ท่านประธานพูดทั้งหมดสู่สภาแห่งนี้ ขอเป็นเอกสาร ผมจะได้ประกอบเรื่องในการยื่นเรื่องถึงท่านประธานต่อไป”นายวิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย