จากกรณี บก.ปปป.นำกำลังเข้าตรวจค้นพร้อมกัน 10 จุดในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตามยุทธการปราบโกงวัดเพื่อจับกุมผู้เกี่ยวข้องเครือข่ายทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลังตรวจพบว่ามีวัดที่ร่วมทุจริต 12 แห่ง สร้างความเสียหายแก่รัฐสูงถึง 60.5 ล้านบาท
เมื่อเวลา 15.00 น วันที่ 16 มิถุนายน ที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. ประชุมชุดสืบสวน สอบสวนเพื่อสรุปการดำเนินงานของ ปปป. โดยกล่าวว่า คดีถอนเงินวัดทั้ง12 คดี จะสรุปส่งสำนวน 7 คดีส่งให้ ปปช. วันนี้(16 มิ.ย.) เวลา16.00น. ส่วนสำนวนอีก 5 คดีจะดำเนินการให้เสร็จ แล้วส่งภายในวันจันทร์ที่19 มิ.ย.
พล.ต.ต.กมล กล่าวว่า มีผู้กระทำความผิดที่ยุ่งเกี่ยวกับเงินทอนวัด 10 คน แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 5 ราย ได้แก่นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ สำนักพุทธฯ นางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสารสุทธิ์ นายฐานพัฒน์ ม่วงทอง นายศิวโรจน์ ปิยะรัตน์เสรี พระสุทธิพงษ์ สุทธิวังโส ถูกแจ้งข้อหาในฐานความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ส่วนคนที่ร่วมขบวนการ ส่วนที่อยู่ระหว่างการติดตามตัวคือ นายนพรัตน์ เบญวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นางประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ น.ส.อุบล ดิษฐ์ด้วง นางชมพูนุท จันฤาไชย นางรสริน ไม่ทราบนามสกุล ส่วนการดำเนินการเรื่องฟอกเงิน ทางฝ่ายสืบสวนได้ส่งรวบรวมเอกสารต่าง เรื่องฐานการเงิน หลักฐานการโอนเงินเข้า-ออก ต่อสำนักงานคณะกรรมการฟอกเงิน แต่ยังอยู่ในระหว่างการติดตามและตรวจสอบเพิ่มเติม
ผบก.ปปป.กล่าวว่า ในส่วนคดีของวัดที่จังหวัดสงขลาเมื่อปี 2558 ที่อัยการไม่สั่งฟ้องนั้น ตนทราบจากสำนักงาน ปปช.ว่าตอนนี้กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ซึ่ง พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. ต้องการเอกสารหลักฐานที่ทาง ปปป.ทำในคดีเพื่อนำไปใช้ประกอบการรื้อคดีดังกล่าวใหม่ เนื่องจากผู้ต้องหาในการกระทำผิดมีความเชื่อมโยงกัน น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ผอ.สำนักพุทธทุกจังหวัด จะต้องเกี่ยวข้องในคดี เพราะว่างบประมาณบางเรื่องต้องผ่านสำนักพุทธศาสนาจังหวัดก่อน แต่บางวัดสามารถโอนเงินตรงไปวัดได้เลย พอผ่านแล้วต้องมีการรายงานความคืบหน้าให้ ผอ.สำนักพุทธทุกจังหวัด แล้วจึงส่งกลับมา พศ. นั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบในอนาคต ตอนนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดคือผู้ที่ได้เงินจากการทอนเงินวัด อาจจะมีผู้ต้องหาในแต่ละคดีเพิ่มเติม ว่าใครที่ทุจริตมีส่วนร่วมด้วยก็นับเป็นผู้ต้องหา
ผบก.ปปป.กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของการขยายผลได้ให้ชุดสืบสวนอยู่ในระหว่างการพิจารณา ระบุตำแหน่งวัดที่น่าเชื่อว่าจะทำผิด ว่าจุดไหนเป็นจุดสำคัญ อย่างไรก็ตามจะมีการร่วมมือจาก บช.ก. อาทิ กองปราบปราม (บก.ป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โดยจะนัดประชุมในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เพื่อวางกรอบแบ่งพื้นที่หน่วยงานลงตรวจสอบ หากทาง สตง. ปปช. ปปท. เข้าร่วมด้วยทาง ปปป.ก็ยินดี เพื่อจะได้นำตอบมาบอกต่อสังคมให้ได้เร็วที่สุด

