ศาลแพ่งสั่งคลินิกเสริมความงามดัง โฆษณาเกินจริง อ้างเป็นแพทย์เชี่ยวชาญใช้สเต็มเซลล์จากเลือดรักษาหลุมสิว จ่ายค่าเสียหาย 2 หมื่นบาท ด้านผู้เสียหายเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมผ่านมา ศาลแพ่งแผนกคดีผู้บริโภคอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ผบ.28/2569 ที่ น.ส.วรรษา เพชรแสง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง แพทย์หญิงจุฬาภัณฑ์ ราชวงษ์ หรือหมอแนท เจ้าของสถานพยาบาล ดร.แนท คลินิค และบริษัท เอสเธติค คอนเซ็ปท์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-2 เรียกค่าเสียหาย และคืนเงิน กรณีโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับการรักษาหลุมสิว โดยอ้างว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลุมสิว อ้างว่ารักษาแล้วหายขาด ไร้รอยแผล
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 โฆษณาว่าเทคนิคของจำเลยที่ 1 จดสิทธิบัตรที่แรกของประเทศไทย นั้น แม้เป็นการอวดอ้างที่เกินเลยไปบ้าง แต่ไม่เป็นข้อสาระสำคัญถึงขนาดทำให้บุคคลนำไปใช้เป็นเหตุผลโดยตรงในการตัดสินใจเลือกใช้บริการของจำเลยทั้งสอง
และที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเทคนิคศัลยกรรมหลุมสิวแบบไร้แผล สร้างผิวใหม่เหมือนผิวเด็กในผิวเรียบเนียมที่ถาวร วิธีนี้จะทำให้ได้ผิวใหม่ไปตลอดชีวิต เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วการทำหัตถการย่อมก่อให้เกิดบาดแผล เช่นเดียวกับผิวหนัง รวมทั้งอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ ย่อมต้องแปรเปลี่ยนเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หาความมั่นคงถาวรมิได้ วิญญูชนโดยทั่วไปย่อมทราบและเข้าใจกฎเกณฑ์ตามธรรมชาตินี้ และย่อมทราบว่าคำโฆษณาในทำนองนี้ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ฉะนั้น คำโฆษณาทั้งสองส่วนดังกล่าวย่อมไม่เป็นการหลอกลวงโดยการโฆษณา และถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
แต่กรณีที่จำเลยที่ 2 โฆษณาอวดอ้างต่อโจทก์ว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการทำศัลยกรรมหลุมสิวและรอยแผลเป็น เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 โฆษณาอวดอ้างต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเพียงแพทย์ทั่วไปเท่านั้น
ในส่วนประเด็นสเต็มเซลล์ ตามคำฟ้องและคำเบิกความโจทก์ยืนยันชัดเจน เจือสมกับบทสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองรับฟังได้ว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 เสนอขายโปรแกรมสเต็มเซลล์จากเลือด แบบ 50 เท่า ให้แก่โจทก์จริง โดยจำเลยทั้งสองนำสืบไปทำนองว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 นำเลือดของโจทก์ไปปั่นแยกเพื่อคัดเอาพลาสมา แล้วนำมาฉีดกลับเข้าไปที่หลุมสิวบนใบหน้าเท่านั้น ซึ่งคำเบิกความนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโจทก์เบิกความไว้ว่ายังไม่มีนักวิชาการแพทย์ยืนยันวิธี PRP หรือพลาสมา (Plasma) ที่จำเลยที่ 1 ฉีดให้แก่โจทก์ ที่จะได้ผลเช่นเดียวกับสเต็มเซลล์
ดังนั้น การโฆษณาของจำเลยที่ 2 ในทำนองจำเลยที่ 1 เป็นแพทย์เฉพาะทางก็ดี ประเด็นสเต็มเซลล์ก็ดี การโฆษณาทั้งสองส่วนดังกล่าวจึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ประกอบกับพฤติการณ์ของพนักงานของจำเลยที่ 2 แนะนำสเต็มเซลล์จากเลือดให้แก่โจทก์ ล้วนเป็นข้อสนับสนุน เจตนาของจำเลยที่ 2 มุ่งหวังผลประโยชน์ในทางธุรกิจผ่านการโฆษณาอันเป็นเท็จ

จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้ และจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 อีกทั้งยังเป็นแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และทำหัตถการให้แก่โจทก์ในสถานพยาบาลของจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล และการโฆษณาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย
ในส่วนค่าเสียหายนั้น แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็น ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 20,000 บาท ส่วนที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายเป็นหนี้เงินจึงกำหนดให้เรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
น.ส.วรรษากล่าว เคารพคำตัดสินของศาล แม้คำตัดสินจะได้เพียงเท่านี้ แต่ศาลก็ได้กรุณาพิจารณาบางส่วนแล้วว่ามีการโฆษณาเท็จเกินจริง ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
โจทก์กล่าวต่ออีกว่า ไม่แปลกใจว่าทำไมการต่อสู้คดีแพทย์ถึงลำบาก ตนเดินทางมาจากสุราษฎร์ธานี เพื่อต่อสู้คดี มีความยากลำบากมาก จะหาแพทย์มาเบิกความต่อศาลก็ยาก ยังดีที่มีการจัดตั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขึ้นทะเบียนเอาไว้ช่วยเหลือประชาชน ส่วนตนจะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป แม้สิทธิผู้บริโภคไทยจะมีเพียงเท่านี้ ก็หวังว่าจะผู้ประกอบการจะเกรงกลัวมากขึ้น



