เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เวลาประมาณ 13.00 น. ที่เขตภาษีเจริญ นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจมาตรฐานความปลอดภัยสถานประกอบการ ได้แก่ ร้านสวนสนุกพลัส ถนนพุทธมณฑลสาย 1 และร้านครัวเพลงสบาย ถนนเพชรเกษม เพื่อติดตามการดำเนินการตามมาตรการยกระดับความปลอดภัยของกรุงเทพมหานคร โดยมีนางพีระยา สมชัยยานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย, น.ส.ธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ, หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางแค, รองผู้กำกับการ สน.ภาษีเจริญ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
นายพรพรหม กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ยกระดับมาตรฐานการตรวจสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ในพื้นที่จตุจักร โดยปรับปรุงเช็กลิสต์ความปลอดภัย 17 ข้อ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยอาคาร การป้องกันและระงับอัคคีภัย และสุขลักษณะ เพื่อให้การตรวจมีมาตรฐานเดียวกันทุกสำนักงานเขต
สำหรับแนวทางการพิจารณา เริ่มจากการตรวจสอบใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร หากไม่มีใบอนุญาตจะสั่งหยุดดำเนินกิจการทันที ส่วนร้านที่มีการแสดงดนตรีจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมายเพิ่มเติม หากไม่มีจะสั่งระงับการแสดงดนตรีจนกว่าจะได้รับอนุญาตถูกต้อง และเมื่อมีใบอนุญาตครบถ้วนจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจตามเช็กลิสต์ด้านอาคาร อัคคีภัย และสุขลักษณะ

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครตรวจสถานประกอบการแล้ว 948 แห่ง แบ่งเป็น ผ่านเกณฑ์ 209 แห่ง (ผ่านตั้งแต่ครั้งแรก 155 แห่ง และแก้ไขแล้วผ่าน 54 แห่ง) อยู่ระหว่างปรับปรุง 632 แห่ง และออกคำสั่งหยุด 107 แห่ง โดยแบ่งเป็นสั่งหยุดการแสดงดนตรี 30 แห่ง และสั่งหยุดดำเนินกิจการ 77 แห่ง เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2569)
“การทำงานของทางกรุงเทพมหานคร หลัก ๆ ตอนนี้อาจจะย้ำว่าเรามีการตรวจรอบแรก ปูพื้น 948 แห่ง แต่เราไม่ตรวจครั้งเดียวแล้วจบ พวกที่อยู่ในเกณฑ์สีเหลืองกับสีส้มจะมีการตรวจซ้ำตามเวลาที่สํานักงานเขตแจ้งให้แก้ไข เช่น ถ้าไม่เยอะมากสามารถแก้ไขได้เร็วจะให้เวลา 7 วัน บางอันอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข เช่น วัสดุ ทางออกหนีไฟ อาจจะให้ 14 วันหรือ 1 เดือนแล้วแต่ความเหมาะสมหน้างาน และจะเข้าไปตรวจซ้ำ สีเหลืองกับสีส้ม ต้องกลายเป็นสีเขียวอ่อนให้ได้ อันนี้คือการแก้ไขที่เรามองว่า จะปลอดภัยที่จะดําเนินกิจการต่อ” นายพรพรหม กล่าว

ด้านน.ส.ธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยร้านที่ตรวจในวันนี้ได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงเรื่องทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ป้ายสัญลักษณ์ และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ซึ่งผู้ประกอบการได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายแห่งสามารถปรับสถานะจากกลุ่มที่ต้องแก้ไขเข้าสู่กลุ่มที่ผ่านเกณฑ์ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
“เนื่องจากตอนที่เกิดเหตุตามที่เป็นข่าวผู้ประกอบการก็ตระหนักในเรื่องความปลอดภัย และการที่จะประกอบการ โดยถูกกฎหมาย ดังนั้นพอเราปูพรมออกตรวจ ตามจริงเป็นการตรวจตามรอบอยู่แล้ว เขาเลยเร่งทําตามคําสั่งที่เราออกไป จริงๆ เราบอกให้คุณดําเนินการให้เร็วที่สุด ร้านนี้ ไม่ถึงสัปดาห์ ติดตั้งเรียบร้อย และพอคุยกับผู้ประกอบการใจของเขาเอง มีความกังวลในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” น.ส.ธราพร กล่าว
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกแห่งดำเนินการ Self-Check ผ่านระบบ BMA OSS ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 พร้อมแนบเอกสารรับรองจากวิศวกรเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและวัสดุป้องกันอัคคีภัย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของสถานประกอบการและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในระยะยาว

ต่อมามีผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในพื้นที่ที่พบสถานประกอบการกลุ่มเสี่ยง (พื้นที่สีแดง) จำนวนมาก จะถือเป็นการสะท้อนว่าสำนักงานเขตปล่อยปละละเลยให้เกิดปัญหาหรือไม่ และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่
นายพรพรหม กล่าวว่า มีหลายเขต ซึ่งพยายามดูข้อมูลอยู่ แต่ตอนนี้กทม.จะเน้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก
“ผมคิดว่าตอนนี้เน้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก คือจะมีใบอนุญาต หรือไม่มีใบอนุญาตเดี๋ยวสืบกันไปว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ที่สําคัญคือ ถ้าคุณยังจะจัดกิจการอยู่ คุณต้องคุณมีใบอนุญาตที่ครบถ้วน และทุกอย่างในร้านคุณต้องปลอดภัย มีทางออก 2 ทาง มีการปรับเรื่องของวัสดุต่าง ๆ มีความชัดเจน ทางออกต่าง ๆ เราเน้นเรื่องความปลอดภัย” นายพรพรหม กล่าว

จากนั้น ได้ลงพื้นที่ต่อไปยังร้านครัวเพลงสบาย ถนนเพชรเกษม หลังจากมีการตรวจสอบไปในรอบแรกในตอนนี้มีการปรับปรุงเป็นอย่างไรบ้าง
นายพรพรหม กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการติดตามผลหลังสำนักงานเขตเข้าตรวจครั้งแรกและออกหนังสือแนะนำ (นส.1) ให้ผู้ประกอบการปรับปรุงด้านความปลอดภัย ซึ่งทั้ง 2 ร้านได้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว จนผ่านเกณฑ์การตรวจและสามารถกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้ตามปกติ
สำหรับการปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประตูทางหนีไฟจากเดิมที่มีทางเข้า-ออกเพียงจุดเดียว การจัดทำแผนผังเส้นทางหนีไฟ ติดตั้งไฟฟ้าฉุกเฉินเพิ่มเติม ติดตั้งอุปกรณ์และป้ายแสดงตำแหน่งถังดับเพลิงให้เห็นชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของสำนักงานเขตและเช็กลิสต์ความปลอดภัยของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ร้านเปลี่ยนสถานะจากกลุ่มที่ต้องปรับปรุง (สีเหลือง) เป็นกลุ่มที่ผ่านเกณฑ์หลังแก้ไข (สีเขียวอ่อน)
นายพรพรหม เผยว่า กรุงเทพมหานครจะอัปเดตผลการตรวจผ่านแดชบอร์ดเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยตั้งเป้าลดจำนวนสถานประกอบการที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงและกลุ่มที่ถูกสั่งให้หยุดดำเนินการ พร้อมเพิ่มจำนวนสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ให้มากขึ้น
“อันนี้เป็นสิ่งที่ กทม. ดําเนินการอย่างใกล้ชิด ขอความร่วมมืออีกครั้งอยากให้ผู้ประกอบการทุกแห่งมีการทํา Self-Check และถ้าประชาชน ไปใช้บริการสถานที่คล้ายสถานบริการหรือร้านอาหารก็สามารถแจ้งมาได้ ถ้าคิดว่าร้านนี้มีทางออกแค่ทางเดียว ป้ายหนีไฟยังไม่ชัด ยังไม่มีไฟสํารอง หรือต่าง ๆ สามารถแจ้งผ่านทางทราฟฟี่ฟองดูว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องที่สามารถสื่อสารกับทางกรุงเทพมหานครได้” นายพรพรหม กล่าว

ด้านน.ส.ธราพร กล่าวว่า อยากให้สื่อเผยแพร่ไปและเน้นเรื่องความตระหนักของผู้ประกอบการ ว่าต้องใส่ใจตัวเราก่อน ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ถ้าเกิดประชาชนจะใช้บริการ เขาต้องนึกถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหนึ่ง ถ้าเราประกอบการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัยในเรื่องข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องเหตุการณ์ล่าสุดที่ผ่านมาเราไปนึกย้อนว่าถ้ามันเกิดขึ้นเราต้องเสียมากกว่าที่เราต้องแก้ไขปัจจุบัน จึงควรรีบทําให้แล้วเสร็จ
ในส่วนของ 17 เช็กลิสต์ ที่กรุงเทพมหานครกำหนดมาตรฐาน ได้แก่
1. ด้านการป้องกันอัคคีภัย เช่น ป้ายและไฟทางออกฉุกเฉิน, ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้, ระบบดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิง, เส้นทางหนีไฟ, ระบบป้องกันเพลิงไหม้, บันไดหนีไฟ, ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้, อุปกรณ์ระงับเหตุเพลิงไหม้, ระบบไฟฟ้าส่องสว่างฉุกเฉิน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. ด้านสุขลักษณะ เช่น ลักษณะอาคาร, การควบคุมเสียงจากการประกอบกิจการ, ระบบระบายอากาศ (มีเครื่องระบายอากาศ ไม่อบอ้าว ห้ามสูบบุหรี่ในตัวอาคาร), แสงสว่าง, ห้องน้ำและสุขาภิบาล
3. ด้านความปลอดภัยอาคาร เช่น ระบบระบายอากาศ (มีช่องลมอย่างน้อย 10% ของพื้นที่ หรือมีระบบกลซึ่งทำจากวัสดุไม่ติดไฟ ไม่เกิดควันพิษ), ระบบไฟฟ้า, วัสดุตกแต่ง ฉนวนกันความร้อน และฉนวนกันเสียง
นายพรพรหม กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของกรุงเทพมหานครไม่ใช่การสั่งปิดกิจการ แต่คือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของทุกสถานประกอบการเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล




