หน้าแรก ในประเทศ พร้อมพงศ์ เสน...

พร้อมพงศ์ เสนอ 3 มาตรการ  คุมอาวุธปืน ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่ต้องลงมือทำ

8.08.26 | 11:33 น.

พร้อมพงศ์ เสนอ 3 มาตรการ  คุมอาวุธปืน ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่ต้องลงมือทำ


วันที่ 8 ส.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุความรุนแรงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจถึงผู้บาดเจ็บ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนสาเหตุ ที่มาของอาวุธ และมูลเหตุ ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่ควรด่วนสรุปก่อนข้อเท็จจริงจะชัดเจน ซึ่งขณะนี้รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย การป้องกันอาวุธ และการเยียวยาสภาพจิตใจแล้ว ถือเป็นทิศทางที่ควรสนับสนุน แต่ต้องทำให้เกิดผลจริงทั่วประเทศ ไม่ใช่เข้มเฉพาะช่วงที่สังคมกำลังจับตา เพราะความปลอดภัยของลูกหลานรอไม่ได้

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปิดช่องโหว่ให้เป็นระบบ ตนขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน คือ

1.กำหนดกรอบ 30 วัน ตรวจความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ ตรวจระบบเข้า-ออก จุดเสี่ยง ช่องทางแจ้งเหตุ แผนเผชิญเหตุ และความพร้อมของครู บุคลากรและนักเรียน พร้อมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ รัฐหรือเอกชน ความปลอดภัยของเด็กต้องได้รับความสำคัญอย่างเท่าเทียม รวมทั้งควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการเผชิญเหตุอย่างเหมาะสมกับวัย ทั้งเหตุรุนแรง อัคคีภัย แผ่นดินไหว น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นๆ เพื่อให้ครู นักเรียน และบุคลากรรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุจริง สามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

Advertisement

2.ปิดช่องโหว่การเข้าถึงอาวุธตั้งแต่ต้นทาง โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนมาตรการเรื่องการครอบครอง การเก็บรักษา และการป้องกันไม่ให้เด็กหรือผู้ไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนมาตรการคัดกรองในสถานศึกษาควรดำเนินการตามระดับความเสี่ยงและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

3. ดูแลสภาพจิตใจเชิงรุก อย่าให้การช่วยเหลือจบพร้อมข่าว ต้องมีระบบดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย และส่งต่อได้รวดเร็วเมื่อพบผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือมีสัญญาณความเสี่ยง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่าเมื่อครบ 30 วัน รัฐบาลควรเปิดเผยผลต่อประชาชนว่า ตรวจสถานศึกษาแล้วกี่แห่ง พบช่องโหว่อะไร แก้ไขแล้วกี่จุด และเรื่องใดยังต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบผลได้

“เหตุการณ์นี้ต้องเป็นบทเรียนของทั้งประเทศ ไม่ใช่บทเรียนของสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่าปล่อยให้เหตุสะเทือนใจจบแค่ความเสียใจ ต้องเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นมาตรการ เปลี่ยนมาตรการให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นความปลอดภัยที่ประชาชนจับต้องได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของผู้ปกครองกลับคืนมาว่า โรงเรียนต้องยังเป็นสถานที่ที่พ่อแม่ส่งลูกไปด้วยความหวัง และมั่นใจว่าจะได้ลูกกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกวัน”นายพร้อมพงศ์กล่าว