‘นพดล’ ชี้ ‘เรวัช’ กล้าจุดประเด็นครูพกปืน ป้องกันกราดยิงซ้ำ แต่ต้องถูกกฎหมาย ฟื้นความเชื่อมั่นประชาชนยั่งยืน
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี มีคำถามดังขึ้นในสังคมไทยอีกครั้งว่าถ้าตำรวจไปไม่ทัน ใครจะปกป้องเด็ก คำถามนี้ไม่มีใครควรมองข้าม และเมื่อ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้ครูสามารถมีอาวุธปืนเพื่อป้องกันเหตุร้ายในโรงเรียนได้ ตนขอชื่นชม พล.ต.ท.เรวัช ที่กล้าเสนอประเด็นซึ่งอาจมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เป็นข้อเสนอที่มีคุณค่าในแง่ของการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาคิดอย่างจริงจังเรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน สิ่งสำคัญคือ พล.ต.ท.เรวัชไม่ได้เพียงตั้งคำถามเรื่องอาวุธปืน หากแต่ทำให้สังคมเห็นช่องว่างของ “ช่วงเวลาวิกฤต” ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้กำหนดนโยบายไม่ควรมองข้าม
“ผมจึงเห็นว่าข้อเสนอของท่านเรวัชควรถูกนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบความปลอดภัยที่รอบด้านมากขึ้น ทั้งการป้องกันก่อนเกิดเหตุ การควบคุมอาวุธ การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การฝึกซ้อม และการดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะบางครั้งข้อเสนอที่ทำให้สังคมถกเถียงก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายที่ทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นได้เช่นกัน” ผศ.ดร.นพดลกล่าว
ผศ.ดร.นพดลกล่าวต่อว่า ข้อเสนอนี้จึงได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว สำหรับตนไม่อยากรีบเริ่มต้นด้วยคำว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย”อยากเริ่มต้นด้วยคำว่า “รับฟัง” เพราะไม่ว่าคนในสังคมจะเห็นต่างกันเพียงใด เชื่อว่าจุดตั้งต้นของข้อเสนอคือความห่วงใยต่อชีวิตของครูและนักเรียน และความกังวลต่อ ช่วงเวลาวิกฤตระหว่างนาทีที่เหตุร้ายเริ่มต้น กับนาทีที่ตำรวจเดินทางไปถึง แต่เมื่อเรารับฟังแล้ว คิดว่าเราต้องกล้าตั้งคำถามให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพียงว่า “ครูควรมีปืนหรือไม่” แต่ต้องถามว่า “ประเทศไทยจะสร้างระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้ครูและเด็กต้องเผชิญหน้ากับกระบอกปืนตั้งแต่แรก” นี่ต่างหากคือโจทย์ที่ตนคิดว่าสำคัญกว่า ปืนหนึ่งกระบอกของคนร้าย ไม่ควรนำไปสู่คำตอบง่ายๆ ว่า ต้องมีอีกกระบอกหนึ่ง เพราะโรงเรียนไม่เหมือนสถานที่ทั่วไป ทุกเช้า พ่อแม่จำนวนมหาศาลส่งสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของตนเองผ่านประตูโรงเรียนเข้าไป แล้วฝากความไว้วางใจไว้กับครูและระบบของรัฐว่า ลูกของเขาจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย
ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า ดังนั้น การนำอาวุธปืนเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของเด็ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการป้องกันตัวหรือป้องกันเหตุร้าย จำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดที่สุด ใครเป็นผู้ถือใครเป็นผู้อนุญาต ฝึกมากเพียงใดเก็บอาวุธอย่างไรหากเด็กเข้าถึงอาวุธจะทำอย่างไร หากเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใครจะรับผิดชอบและหากตำรวจเข้าถึงพื้นที่แล้วพบคนหลายคนถืออาวุธ จะสามารถแยกผู้ก่อเหตุกับผู้ป้องกันเหตุในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธข้อเสนอของ พล.ต.ท.เรวัช ข้อเสนอของท่านทำให้สังคมมีโอกาสเปิดการสนทนาที่สำคัญมากว่า ระบบความปลอดภัยของโรงเรียนไทยควรเดินไปทางไหน
ผศ.ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า สำหรับตนหากกฎหมายเปิดให้ใช้ปืนได้ในเงื่อนไขใดก็ตาม ควรเป็นเรื่องที่อยู่ปลายสุดของระบบความปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้องอยู่ต้นสุดคือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนจะถามว่าใครควรมีปืน เราควรถามว่าทำอย่างไรให้ปืนผิดกฎหมายเข้าถึงคนยากขึ้น ตรงนี้ตนเห็นความสำคัญของแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการควบคุมอาวุธปืน เพราะการป้องกันเหตุรุนแรงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อคนร้ายเดินมาถึงประตูโรงเรียนแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง การจัดระเบียบอาวุธปืน การควบคุมอาวุธผิดกฎหมาย การตรวจสอบผู้ครอบครอง การบังคับใช้กฎหมายกับการพกพาอาวุธ และการลดโอกาสที่อาวุธจะตกไปอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่ควรเข้าถึง เป็นองค์ประกอบสำคัญของการลดความเสี่ยงก่อนเหตุเกิด อาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน
ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า ทั้งนี้ มองว่า แนวคิดเรื่อง “ควบคุมอาวุธปืน” กับ “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ควรถูกมองเป็นนโยบายสองเรื่องที่เชื่อมโยงกันทันเวลาเพราะเรื่องแรกคือ ลดปัจจัยเสี่ยง เรื่องที่สองคือ เพิ่มพลังป้องกันของชุมชน ซึ่งจะทำให้อาวุธที่ไม่ควรอยู่ในสังคมเข้าถึงประชาชนได้ยากขึ้น และทำให้ประชาชนที่อยู่ในชุมชนมีความรู้ มีระบบ มีช่องทางแจ้งเตือน และสามารถทำงานร่วมกับตำรวจได้มากขึ้น เมื่อสองเรื่องเดินไปพร้อมกัน สิ่งที่กำลังถูกสร้างจึงไม่ใช่เพียงมาตรการควบคุมอาวุธ แต่คือ ระบบความปลอดภัยของประชาชน ทั้งหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะกระจายอยู่ทั่วประเทศ เราไม่สามารถเพิ่มตำรวจให้ยืนอยู่ทุกจุดได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของตำรวจได้
ผศ.ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า ตนกำลังมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อให้คนที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของตำรวจมีความรู้ มีวินัย เข้าใจกฎหมาย เคารพสิทธิมนุษยชน และรู้ว่าตนเอง ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ อาสาสมัครต้องรู้ขอบเขตของตนเอง เพราะอาสาสมัครที่ดีไม่ใช่คนที่มีอำนาจมากที่สุด
แต่คือคนที่รู้จักใช้อำนาจหรือบทบาทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้องที่สุด อาสาสมัครยุคใหม่ ต้องมี “ข้อมูล” ก่อนมี “กำลัง” เพราะภัยสมัยใหม่เปลี่ยนไปแล้ว อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงไม่ควรมีภาพเพียงการยืนเวร เดินตรวจ หรือช่วยงานกิจกรรมต่างๆ
ผศ.ดร.นพดลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ควรมีค่ามากที่สุดคือ ข้อมูล คนในชุมชนเห็นสิ่งผิดปกติก่อนตำรวจหลายครั้ง ครูเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ผู้ปกครองเห็นพฤติกรรมของลูก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นคนเข้าออก ร้านค้าเห็นบุคคลแปลกหน้า ชาวบ้านรู้ว่าใครอยู่ในพื้นที่ เทคโนโลยีจึงควรถูกนำมาใช้เชื่อม “สายตาของประชาชน” เข้ากับ “ระบบของตำรวจ” อย่างมีมาตรฐานและรับผิดชอบ อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงควรได้รับการพัฒนาเรื่องการสังเกตความผิดปกติ การแจ้งเบาะแส การใช้ช่องทางดิจิทัล การประสานข้อมูล การช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล และการส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการ นี่คือการเปลี่ยนจาก “อาสาสมัครที่มีกำลัง” ไปสู่ “อาสาสมัครที่มีความรู้และข้อมูล” จากชุมชน ไปถึงโรงเรียนและพื้นที่เปราะบาง
“หากระบบนี้พัฒนาได้สำเร็จ อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่เชื่อมโยงกับพื้นที่มากขึ้น เมื่อเหตุยังไม่เกิด ทุกฝ่ายก็ช่วยกันป้องกัน นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง’ การฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่สามารถสร้างขึ้นจากคำขวัญหรือการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ เมื่อประชาชนแจ้งเหตุแล้วมีคนรับฟัง ประชาชนให้ข้อมูลแล้วได้รับการคุ้มครอง ชุมชนเสนอปัญหาแล้วตำรวจตอบสนอง เมื่ออาสาสมัครได้รับการฝึกอย่างมีมาตรฐาน เมื่อคนไม่ดีถูกคัดออกจากระบบ และเมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมายต่อความปลอดภัยของชุมชน เมื่อนั้น ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ กลับมา หากนโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายกฯ สามารถเดินคู่กับการสร้างอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ และ ตร. สามารถแปลงสองนโยบายนี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะได้รับกลับมาไม่ใช่เพียงตัวเลขอาชญากรรมที่อาจลดลงแต่สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือความไว้วางใจของประชาชน” ผศ.ดร.นพดลกล่าว



