เวทีประชาพิจารณ์กฎหมายบัตรทองวุ่น! เครือข่ายสุขภาพลุกฮือโกลาหลเหตุชายนิรนามยื้อแย่งป้าย

18.06.17 | 10:26 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ คณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ…จัดเวทีประชาพิจารณ์เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ..ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ภาคกลางครั้งที่ 4 หลังจากจัดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งที่ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปรากฎว่าเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพคัดค้าน แสดงออกทั้งการวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม และล่าสุดภาคอีสานที่ จ.ขอนแก่น ได้ยึดเวทีประชาพิจารณ์ จนทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มประชุมเวทีประชาพิจารณ์เวลา 09.00 น.ทางเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 200 คน เดินทางมายังบริเวณหน้างาน โดยถือป้ายคัดค้าน ไม่เอาแก้กฎหมายบัตรทอง พร้อมตะโกนว่า “แก้ไม่ดี อย่าแก้” โดยมี นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย ฯลฯ กล่าวบริเวณหน้างานว่า ขอเปิดเวทีคู่ขนานกับเวทีประชาพิจารณ์ แต่ไม่ขอเข้าร่วมภายในงานครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปรากฎว่า ก่อนเวลาเริ่มเปิดประชุม กลับเกิดความชุลมุนขึ้นเนื่องจากมีชายไม่ทราบชื่อยื้อแย่งป้ายคัดค้านของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จนทำให้เครือข่ายประชาชนไม่พอใจ ลุกฮือ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งนายนิมิตร์ ก็เกิดการโต้เถียงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณี เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียง จนทำให้เครือข่ายฯเข้าใจผิดว่าตำรวจมีการยึดของ เกิดการลุกฮือ ร้องตะโกนไม่พอใจ “ตำรวจรังแกประชาชน” จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ และแจ้งเหตุผลว่าไม่มีการยืดของแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งได้นำตัวชายไม่ทราบชื่อที่แย่งป้ายคัดค้าน ออกจากที่ประชุม เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดเรื่องบานปลาย

กระทั่งเมื่อเหตุการณ์สงบ ทางนายนิมิตร์ จึงประกาศให้เครือข่ายฯ นั่งอยู่หน้าห้องประชุมอย่างสงบ โดยยืนยันจะจัดเวทีคู่ขนานต่อไป แต่จะไม่ใช้เครื่องขยายเสียง

น.ส.สารีกล่าวว่า การมาเข้าร่วมครั้งนี้ ต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เนื่องจากขัดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเป็นการแก้กฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน เนื่องจากกฎหมายนี้ สิ่งที่ควรแก้ไขกลับไม่แก้ อย่างเรื่องร่วมจ่าย แทนที่ควรตัดเรื่องนี้ออกไป หรือแม้กระทั่งการแก้กฎหมายที่ล้อตามมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเรื่องการแก้ระเบียบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดำเนินการจัดซื้อยาจำเป็นวัคซีนได้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ เพราะลดค่าใช้จ่ายและทำให้เข้าถึงยา ที่สำคัญ สปสช.จัดซื้อยากลุ่มนี้เพียง 4.9% ซึ่งประหยัดงบประมาณในรอบ 10 ปีได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้กลับไปแก้ไขให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแทน แบบนี้คือการเอาอำนาจกลับคืนโดยไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน
“ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนกรรมการก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข แต่กลับแก้เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ สัดส่วนกระทรวงมากขึ้น แต่กลับมีการเบี่ยงประเด็นว่า กลุ่มที่มาร้องเสียผลประโยชน์ ต้องถามว่าเสียอย่างไร เพราะที่เราคัดค้าน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และที่สำคัญควรไปแก้สัดส่วนกรรมการควบคุมคุณภาพ โดยต้องเพิ่มผู้เสียหายฯ และควรเพิ่มศูนย์ร้องเรียนเข้าไปด้วย เพราะทราบปัญหาการร้องเรียนเรื่องคุณภาพดี แต่นี่ไม่มีเลย ดังนั้น หากยังเดินหน้าแก้กฎหมายต่อ พวกเราก็จะคัดค้าน และจะไปหานายกรัฐมนตรีแน่นอน” น.ส.สารีกล่าว

Advertisement

พ.ต.ท.ปริญญา กลิ่นเกษร ผบ.ร้อยควบคุมฝูงชน บช.น. 2 กล่าวว่า การจัดกองร้อยควบคุมฝูงชนมาในงานประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ เพราะทราบมาว่า การจัดเวทีที่ผ่านมาในภาคอื่นมีการล้มเวทีการประชุมหลายครั้ง จึงเกรงว่าจะมีการเกิดขึ้นอีก จึงนำกองกำลังมาคอยดูแลเพื่อให้การจัดประชุมลุล่วง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยืนยันว่า ไม่มีการใช้กำลังกับประชาชนแต่อย่างใด ส่วนที่มีการควบคุมตัวบุคคลหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้น เกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรงระหว่างกันระหว่างกลุ่มผู้จัดประชุมและกลุ่มผู้คัดค้าน จึงมีการแยกตัวกันเท่านั้น ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงใดๆ

“การมาดูแลในครั้งนี้เราไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน เพียงแต่มาดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ให้การประชุมสำเร็จลุล่วง ซึ่งก็ได้มีการขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้คัดค้านว่า ในช่วงระหว่างการประชุมอย่าใช้เครื่องขยายเสียงหรือชูป้ายที่เสี่ยงหรือหมิ่นเหม่ว่าจะล้มการประชุม ซึ่งทางกลุ่มผู้คัดค้านก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และทางตำรวจก็ไม่ได้มีการยึดป้ายหรือยึดเครื่องเสียงแต่อย่างใด เพียงแต่ขอความร่วมมือให้เก็บในระหว่างที่ดำเนินการประชุมเท่านั้น เพราะหากระหว่างการประชุมมีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ดังก็ส่อเจตนาว่าต้องการล้มกรประชุม ซึ่งจะให้เกิดขึ้นเช่นนั้นไม่ได้ แต่ระหว่างก่อนเริ่มประชุมก็อนุญาตให้กลุ่มผู้คัดค้านประชุมชี้แจงทำความเข้าใจได้ สำหรับผู้ที่อยากแสดงความคิดเห็นต่างๆ ก็ขอให้ใช้สิทธิเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเวที” พ.ต.ท.ปริญญากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความวุ่นวายข้างนอกห้องประชุม แต่การประชุมประชาพิจารณ์ยังคงดำเนินต่อไป โดยมี นพ.พลเดช กลิ่นประทีป เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์ฯ พร้อมด้วย นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สปสช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ยังคงเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ต่อไป